ใครที่กำลังหาข้อมูลเพื่อไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น คงจะเคยได้ยินคำว่า Pocket WiFi กันมาบ้าง ส่วนใครที่ไม่เคยรู้จักสิ่งนี้วันนี้ฮานะก็จะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าสิ่งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยให้ฮานะไม่พลาดการติดต่อสื่อสารในการเดินทางไปญี่ปุ่นครั้งนี้ค่ะ
ตอนที่ฮานะไปญี่ปุ่นครั้งแรกนั้น ลำบากกับการติดต่อสื่อสารมาก เพราะเราอยากอัพเรื่องราวที่เราได้เห็นมา อยากบอกเล่าถึงความประทับใจว่าฟูจิซังนั้นยิ่งใหญ่และงดงามเพียงไร เมืองนิกโก้สวยแค่ไหน ร้านอาหารอะไรอร่อยในโตเกียว แต่เพราะขีดจำกัดทางการสื่อสาร จะอัพเรื่องราวเหล่านี้ทีก็ต้องรอตอนกลับมาถึงที่พัก แล้วค่อยใช้ไวไฟของที่พักอัพเรื่องราวเหล่านี้ ซึ่งฮานะว่ามันไม่อินเท่ากับการที่เราอัพเรื่องราวแบบเรียลไทม์ แต่กับทริปการเดินทางล่าสุดที่ผ่านมานั้นหมดปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสารไปเลยค่ะ เพราะฮานะได้รู้จักกับเจ้า พ็อคเก็ตไวไฟ (Pocket WiFi Router) นี่แล่ะค่ะ
พ็อคเก็ตไวไฟ (Pocket WiFi Router) ก็คืออุปกรณ์ส่งสัญญาณไวไฟแบบพกพาที่ให้เราพกพาไปไหนในญี่ปุ่นได้สะดวกมากๆ โดยคราวนี้ฮานะเลือกใช้บริการเช่าอุปกรณ์ชนิดนี้กับทาง BS-Mobile หรือ Samurai-Wifi โดยสามารถเข้าไปทำรายการเช่าได้ที่ http://www.bs-mobile.jp/th/ ภายในเว็บไซต์ของเขายังมีภาษาไทยด้วยค่ะ
โดย พ็อคเก็ตไวไฟ (Pocket WiFi Router) ของที่นี่เขามีให้เลือกหลายแบบ แต่ละแบบจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวให้เลือกใช้ตามการใช้งานของเรา
วิธีการเช่าเครื่อง Pocket WiFi Router คือเข้าไปในเว็บไซต์ http://www.bs-mobile.jp/th/แล้วทำรายการ Order เลือกเครื่อง Pocket WiFi Router ที่เราต้องการ เลือกวันรับเครื่อง และวันส่งคืน เลือกจำนวนเครื่องที่เราต้องการใช้
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.chillpainai.com/scoop/874/Pocket-WiFi-Router-คืออะไร-ทำไมคนไปเที่ยวญี่ปุ่นเขานิยมใช้กัน/
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Pocket WiFi แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Pocket WiFi แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
สงครามสมาร์ทโฟน Pocket WiFi "ไอโฟน" เบียดซัมซุง
คอลัมน์ IT.Talentz โดย siripong@kidtalentz.com
"ซัมซุง" แห่งเกาหลีใต้ครองแชมป์ตลาดสมาร์ทโฟน Pocket WiFi ต่อเนื่องมาหลายปี แม้ไตรมาส 4 ปีที่แล้วจะเพลี่ยงพล้ำให้แอปเปิลจนส่วนแบ่งตลาดตกวูบลงไปอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แต่ก็ผงาดขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกอีกครั้งในไตรมาสแรกปีนี้ จากข้อมูลของ Strategy Analytics โดยมียอดขาย 83.2 ล้านเครื่อง ขณะที่ไอโฟนมียอดขาย 61.2 ล้านเครื่อง จากยอดรวมทั้งโลก 345 ล้านเครื่อง ทิ้งห่างอันดับ 3 เลอโนโว-โมโตโรล่าที่มียอด 18.8 ล้านเครื่อง และหัวเว่ย 17.3 ล้านเครื่อง
กำไรรายไตรมาสจากสมาร์ทโฟนซัมซุงหดวูบลงถึง 58% เทียบไตรมาสเดียวกันปีก่อน ส่งผลให้กำไรของบริษัทลดลง 39%
และเมื่อไปดูตัวเลขของ "ไอดีซี" เรากลับพบว่ายอดส่งออกจากโรงงานของซัมซุงหดตัวลงถึง 53% เหลือ 9.6 ล้านเครื่อง ลงมาอยู่อันดับ 4 สวนทางกับทั้งไอโฟน เซี่ยวมี่ และหัวเว่ย ที่ยอดส่งออกจากโรงงานเพิ่มขึ้น 62, 42 และ 39% ตามลำดับ
ผลกระทบที่ชัดเจนซึ่งเกิดกับซัมซุงมาจากไอโฟน หลังการเปิดตัวไอโฟน 6 และไอโฟน 6 พลัส ซึ่งมีขนาดจอใหญ่ขึ้น กินเข้าไปในตลาดไฮเอนด์ของซัมซุง จอที่ใหญ่ขึ้นของไอโฟนสลายความต่างที่เห็นชัดจากซัมซุงที่เดิมต่างที่จอใหญ่กว่า 5 นิ้ว
เดิมพันของซัมซุงอยู่ที่กาแล็คซี่ เอส 6 และเอส 6 เอดจ์ ที่เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงใหม่ล่าสุด ซึ่งซัมซุงคาดว่าจะส่งผลต่อผลกำไรที่ดีขึ้นในไตรมาสต่อไป
เพราะส่วนแบ่งตลาดแม้ในตลาดที่เคยแข็งแกร่ง เช่น เกาหลีใต้ หรือเวียดนาม กลับถูกไอโฟนเบียดเข้ามา ขณะที่สาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ยอดขายซัมซุงเมื่อปีที่แล้วลดลงมากกว่า 50% อย่างไรก็ตามสมาร์ทโฟนทุกเครื่องก็ยังรองรับการใช้งาน Pocket WiFi สามารถแชร์เน็ทให้อุปกรณ์ได้พร้อมกันหลายเครื่อง
สัญญาณที่ออกมาจากจีนจากข้อมูลของ Oppenheimer บริษัทวาณิชธนกิจคือ ยอดส่งออกจากโรงงานกาแล็คซี่ 6 ลดลงด้วยหลังเปิดตัวในเม.ย. ต่างจากไอโฟนที่ดีเกินคาด
วาณิชธนกิจรายนี้มองว่าซัมซุงพนันผิดทางด้านฮาร์ดแวร์ การทุ่มให้กาแล็คซี่เอส 6 ไม่น่าบังเกิดผลอย่างที่คาดหวัง เช่น การเปลี่ยนเคส และกระจกคุณภาพสูงเป็นพลาสติกทำลายจุดขายบางอย่างเช่น การกันน้ำ และแทบไม่มีการปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้ด้านซอฟต์แวร์ ไม่มีอะไรพิเศษที่จะให้ผู้ที่ใช้รุ่นก่อนหน้า ขณะที่จุดต่างสำคัญคือ ขนาดจอก็โดนไอโฟน 6 ลบทิ้งไปแล้ว
แม้ซัมซุงจะยืนยันว่า ยอดส่งออกจากโรงงานของเอส 6 ไม่ได้อ่อนยวบตามข่าว โดยอยู่ที่ 10 ล้านเครื่อง ทว่าช่วงเวลาเดียวกันปีที่ผ่านมา ยอดส่งออกจากโรงงานเอส 5 อยู่ที่ 10 ล้านเครื่อง
ตลาดไฮเอนด์โดนไอโฟน 6 กระหน่ำ ส่วนตลาดต่ำกว่านั้นลงมารายล้อมไปด้วยคู่แข่งที่ต้นทุนถูกกว่าจากจีน การมีเซี่ยวมี่ผงาดขึ้นมามีส่วนในการกดให้ราคาเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนตระกูลแอนดรอยด์ลดลงมาก แน่นอนว่าย่อมกระทบต่อเนื่องไปทั้งตลาด ผู้ใช้แอนดรอยด์ที่จะขยับขึ้นไปในตลาดไอเอนด์ก็มีตัวเปรียบเทียบอยู่มาก
บรรทัดสุดท้ายที่เราเห็นกันคือ แอปเปิลโต ซัมซุงแฟบ ท่ามกลางสถานการณ์รุมล้อมหลายด้านส่งผลที่น่าติดตามในสงครามสมาร์ทโฟนอันดุเดือดนี้ก็คือ ยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้จะพลิกสถานการณ์ได้อย่างไร
ดีแทค wifi ร่วมกับ 3BB ให้บริการ wifi ครอบคลุมทั่วไทยแล้ว ในราคาเพียง 99 บาท
ดีแทค wifi ร่วมกับ 3BB เปิดให้บริการ dtac wifi – 3BB ให้ลูกค้าดีแทคและแฮปปี้สามารถเชื่อมต่อ wifi ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยจุดให้บริการทั้งในห้างและอีกกว่า 60,000 จุด หากหลุดออกนอกพื้นที่ให้บริการก็ยังสามารถใช้ Pocket WiFi ในการแชร์อินเตอร์เน็ท ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วไทย ด้วยความสะดวกสบายในการเชื่อมต่ออัตโนมัติเพื่อใช้งานได้ทั้งเครือข่าย dtac wifi และ 3BB_WiFi พร้อมให้บริการความเร็วสูงสุดถึง 100 Mbps ด้วยแพ็กเกจที่คุ้มค่าเพียง 99 บาทต่อเดือน
คุณสืบพงศ์ เจริญมีชัยกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า “ปัจจุบันดีแทคมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการดีแทค wifi กว่า 1,800,000 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยจะเห็นได้จากฐานลูกค้าเมื่อปีที่แล้วโดยปีนี้เพิ่มขึ้นคิดเป็น 33% ดีแทคจึงเล็งเห็นถึงอัตราการเติบโตของฐานลูกค้าที่มีความต้องการใช้งาน wifi ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลา และยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Internet for All” ที่มุ่งเน้นให้คนไทยได้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือกับ 3BB ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพและครอบคลุมที่สุด ในการขยายจุดให้บริการการใช้งาน wifi ให้เพิ่มขึ้นครอบคลุมทั่วประเทศ โดยลูกค้าดีแทคและแฮปปี้จะได้รับสะดวกสบายจากประสบการณ์เข้าใช้อัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีวิธี Mac Authentication (ล๊อกอินเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ โดยยืนยันตัวตนจาก MAC address ของเครื่อง) บนเครือข่าย 3BB WiFi ในขณะที่ล็อกอินอัตโนมัติแบบการใช้ข้อมูลจาก SIM card (EAP-SIM) และ แบบจดจำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (EAP-TTLS) ก็ยังสามารถใช้การล็อกอินบนเครือข่าย dtac wifi ได้เช่นกัน”
คุณนงลักษณ์ พงษ์ศรีหดุลชัย กรรมการ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันถือเป็นโลกแห่งการติดต่อสื่อสารอย่างแท้จริง โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ได้เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต และทำให้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา โดยคุณสามารถเล่นอินเตอร์เน็ทผ่าน Pocket WiFi แชร์สัญญาณได้เพลินๆ สั่งซื้อได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อธุรกิจ หรือชีวิตส่วนตัว ก็ไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ประกอบกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาก็มีฟีเจอร์ที่รองรับ wifi ในราคาที่ใครๆก็เป็นเจ้าของได้ 3BB จึงได้เล็งเห็นโอกาสด้านการตลาดในการขยายฐานของกลุ่มผู้ใช้งาน wifi ตลอดจนเสริมจุดแข็งในเรื่องของจุดให้บริการ จึงได้ร่วมกับ dtac ซึ่งเป็นผู้นำด้านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีฐานลูกค้ารายเดือนและเติมเงินจำนวนมาก และมีจุดให้บริการครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟฟ้า ขณะที่ 3BB มีโครงข่าย wifi ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 60,000 จุด ก็จะทำให้ลูกค้าดีแทค ได้รับความสะดวกสบายจากจุดให้บริการที่มากขึ้นและสามารถใช้งานด้วยเน็ตเวิร์คที่มีคุณภาพ ใช้ชีวิตออนไลน์ไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่น Facebook, IG, เกมออนไลน์ หรือเอนเทอร์เทนเมนท์อื่นๆ เช่นดูหนัง ดูคลิปวิดิโอ และหลากหลายรูปแบบของโปรแกรม CHATโดย 3BB มั่นใจว่าความร่วมมือเพื่อให้บริการในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างแน่นอน และ 3BB จะมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพและขยายจุดให้บริการ wifi อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์อินเทอร์เน็ตไลฟ์สไตล์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ทั้งนี้บริการ dtac wifi – 3BB พร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ ด้วยพื้นที่ให้บริการที่หลากหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์การค้า, โรงภาพยนตร์, ร้านหนังสือ, ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ ชั้นนำ, ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย และสถานที่หน่วยงานของราชการ โดยปัจจุบันมีจุดให้บริการกว่า 64,000 จุดครอบคลุมทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80,000 จุดภายในสิ้นปี 2557 ลูกค้าดีแทคและแฮปปี้สามารถสมัครแพ็คเกจ dtac wifi – 3BB unlimit ได้แล้ววันนี้ เพียงโทร *104*699# ค่าบริการเพียง 99 บาทต่อเดือน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dtac.co.th หรือ www.3bbwifi.com
คุณสืบพงศ์ เจริญมีชัยกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค เปิดเผยว่า “ปัจจุบันดีแทคมีฐานลูกค้าที่ใช้บริการดีแทค wifi กว่า 1,800,000 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยจะเห็นได้จากฐานลูกค้าเมื่อปีที่แล้วโดยปีนี้เพิ่มขึ้นคิดเป็น 33% ดีแทคจึงเล็งเห็นถึงอัตราการเติบโตของฐานลูกค้าที่มีความต้องการใช้งาน wifi ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลา และยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “Internet for All” ที่มุ่งเน้นให้คนไทยได้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้น โดยการร่วมมือกับ 3BB ผู้ให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่มีศักยภาพและครอบคลุมที่สุด ในการขยายจุดให้บริการการใช้งาน wifi ให้เพิ่มขึ้นครอบคลุมทั่วประเทศ โดยลูกค้าดีแทคและแฮปปี้จะได้รับสะดวกสบายจากประสบการณ์เข้าใช้อัตโนมัติ ด้วยเทคโนโลยีวิธี Mac Authentication (ล๊อกอินเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ โดยยืนยันตัวตนจาก MAC address ของเครื่อง) บนเครือข่าย 3BB WiFi ในขณะที่ล็อกอินอัตโนมัติแบบการใช้ข้อมูลจาก SIM card (EAP-SIM) และ แบบจดจำชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน (EAP-TTLS) ก็ยังสามารถใช้การล็อกอินบนเครือข่าย dtac wifi ได้เช่นกัน”
คุณนงลักษณ์ พงษ์ศรีหดุลชัย กรรมการ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันถือเป็นโลกแห่งการติดต่อสื่อสารอย่างแท้จริง โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ได้เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิต และทำให้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา โดยคุณสามารถเล่นอินเตอร์เน็ทผ่าน Pocket WiFi แชร์สัญญาณได้เพลินๆ สั่งซื้อได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อธุรกิจ หรือชีวิตส่วนตัว ก็ไม่มีข้อจำกัดอีกต่อไป ประกอบกับสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาก็มีฟีเจอร์ที่รองรับ wifi ในราคาที่ใครๆก็เป็นเจ้าของได้ 3BB จึงได้เล็งเห็นโอกาสด้านการตลาดในการขยายฐานของกลุ่มผู้ใช้งาน wifi ตลอดจนเสริมจุดแข็งในเรื่องของจุดให้บริการ จึงได้ร่วมกับ dtac ซึ่งเป็นผู้นำด้านบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีฐานลูกค้ารายเดือนและเติมเงินจำนวนมาก และมีจุดให้บริการครอบคลุมทั้งในห้างสรรพสินค้าและสถานีรถไฟฟ้า ขณะที่ 3BB มีโครงข่าย wifi ครอบคลุมทั่วประเทศกว่า 60,000 จุด ก็จะทำให้ลูกค้าดีแทค ได้รับความสะดวกสบายจากจุดให้บริการที่มากขึ้นและสามารถใช้งานด้วยเน็ตเวิร์คที่มีคุณภาพ ใช้ชีวิตออนไลน์ไร้สายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการเล่น Facebook, IG, เกมออนไลน์ หรือเอนเทอร์เทนเมนท์อื่นๆ เช่นดูหนัง ดูคลิปวิดิโอ และหลากหลายรูปแบบของโปรแกรม CHATโดย 3BB มั่นใจว่าความร่วมมือเพื่อให้บริการในครั้งนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างแน่นอน และ 3BB จะมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพและขยายจุดให้บริการ wifi อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างประสบการณ์อินเทอร์เน็ตไลฟ์สไตล์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ทั้งนี้บริการ dtac wifi – 3BB พร้อมให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้ ด้วยพื้นที่ให้บริการที่หลากหลายรูปแบบ อาทิ ศูนย์การค้า, โรงภาพยนตร์, ร้านหนังสือ, ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ ชั้นนำ, ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ, โรงพยาบาล, มหาวิทยาลัย และสถานที่หน่วยงานของราชการ โดยปัจจุบันมีจุดให้บริการกว่า 64,000 จุดครอบคลุมทั่วประเทศ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 80,000 จุดภายในสิ้นปี 2557 ลูกค้าดีแทคและแฮปปี้สามารถสมัครแพ็คเกจ dtac wifi – 3BB unlimit ได้แล้ววันนี้ เพียงโทร *104*699# ค่าบริการเพียง 99 บาทต่อเดือน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dtac.co.th หรือ www.3bbwifi.com
เปิด AIS Shop สาขาซีคอน บางแค แห่งใหม่ล่าสุด มี Pocket WiFi จำหน่าย
เปิด AIS Shop สาขาซีคอน บางแค แห่งใหม่ล่าสุด
เอไอเอส เดินหน้าส่งมอบมิติใหม่แห่งการบริการครบวงจร เปิด AIS Shop สาขาซีคอน บางแค ชั้น 3 ให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายจากการบริการที่ล้ำสมัย เช่น บริการอัจฉริยะ (Service Vending )ให้ลูกค้าสามารถเปิดเบอร์ใหม่ Pocket WiFi สำหรับแชร์อินเตอร์เน็ท หรือปรับเปลี่ยนขนาดซิมได้แบบ Multisize Sim ทั้งซิมแบบปกติ Nano หรือ Micro และลูกค้าแบบพรีเพด ยังสามารถแสดงตน ลงทะเบียนซิมโดยใช้บัตรประชาชนแบบใหม่ (Smart card) ผ่านบริการอัจฉริยะได้อีกด้วย มุม Try & Buy ให้ลูกค้าทดลองใช้โทรศัพท์หลากหลายรุ่น โดยเฉพาะ AIS Super Combo Pro 5.0 สมาร์ทโฟน 3G ราคาสุดคุ้ม พร้อมอุ่นใจกับทีมสมาร์ทกูรู ที่คอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับสมาร์ทดีไวซ์ อย่างใกล้ชิด ที่เอไอเอส ชอปสาขาซีคอน บางแค ชั้น 3 พร้อมให้บริการแล้ววันนี้
วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
กลุ่มทรู มอบเงิน 500,000 บาท แก่มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย แชร์เน็ทแรงด้วย Pocket WiFi
กลุ่มทรู มอบเงิน 500,000 บาท แก่มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย
มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดย มานิจ สุขสมจิตร ประธานมูลนิธิ (ที่ 4 จากขวา) รับมอบเงิน จำนวน 500,000 บาทจาก กลุ่มทรู โดย ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา (ที่ 4 จากซ้าย) ผู้อำนวยการกลุ่ม ด้านสื่อสารองค์กร ในโอกาสครบรอบ 60 ปี สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เพื่อใช้ฝึกอบรมด้านวิชาชีพแก่สื่อมวลชน และผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนใช้ในการดำเนินงานของมูลนิธิต่อไป Pocket WiFi คืออุปกรณ์สำหรับแชร์สัญญาณอินเตอร์เน็ทแบบ WiFi ได้พร้อมกันทีละหลายๆ เครื่องโดยสามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซด์
วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ดีแทครีวอร์ดแจกฟรีบัตรคอนเสิร์ต One Direction On The Road Again Tour 2015
***ดีแทครีวอร์ดแจกฟรีบัตรคอนเสิร์ต One Direction On The Road Again Tour 2015
เพ็ญพงา สุทธิมณฑล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด สายงานบริหารลูกค้า ดีแทค เปิดเผยถึงการร่วมสนุกกับดีแทครีวอร์ดในกิจกรรมให้ลูกค้าทั้งดีแทค และแฮปปี้สามารถร่วมสนุกลุ้นรับสิทธิบัตรชมคอนเสิร์ตของ 5 หนุ่มสุดฮอตสุดยอดบอยแบนด์อันดับ 1 ของโลก กับ One Direction On The Road Again Tour 2015 ที่จัดเต็มทั้ง แสง สี เสียง พร้อมเสิร์ฟความมันส์ให้แก่แฟนเพลงชาวไทยครั้งแรก ในวันเสาร์ที่ 14 มี.ค.นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ลูกค้าดีแทค และแฮปปี้สามารถร่วมสนุกลุ้นรับสิทธิโดยลงทะเบียนผ่านทาง dtac LINE official account และ happy facebook fanpage ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 8 มีนาคม 2558 ประกาศผลผู้โชคดีผ่านทาง dtac LINE official account ในวันที่ 9 มีนาคม 2558 คุณสามารถสั่งซื้อ Pocket WiFi ที่รองรับเครือข่าย DTAC ไว้แชร์สัญญาณอินเตอร์เน็ทได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi
พร้อมมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าดีแทค และแฮปปี้ รับลดพิเศษ 10% เมื่อซื้อบัตรชมการแสดง One Direction On The Road Again Tour 2015 อิน แบ็งค็อก ที่ไทยทิคเกตเมเจอร์ (1 หมายเลข / 2 ที่นั่ง) รับสิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 13 มีนาคม 2558 ติดตามร่วมสนุกกับกิจกรรมจากดีแทครีวอร์ด รายละเอียดเพิ่มเติม www.dtac.co.th/dtacreward
Viber และ Talenthouse เปิดตัว “Sticky Fingers” โครงการประกวดออกแบบสติกเกอร์จากไวเบอร์
*** Viber และ Talenthouse เปิดตัว “Sticky Fingers” โครงการประกวดออกแบบสติกเกอร์จากไวเบอร์
Viber ร่วมเป็นพันธมิตรกับ Talenthouse ศูนย์รวมศิลปิน และผู้ที่ชื่นชอบศิลปะจากทั่วโลก จับมือกันมอบโอกาสครั้งใหญ่ให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบการวาดรูป ด้วยความร่วมมือจากแบรนด์ต่างๆ เพื่อเปิดตัวโครงการ Sticky Fingers ค้นหาคนเก่งจากทั่วทุกมุมโลกมาสร้างสรรค์สติกเกอร์เจ๋งๆ ชุดต่อไป Viber และ Talenthouse ขอเชิญชวนผู้ที่รักการวาดรูป และออกแบบทั้งมืออาชีพและสมัครเล่นจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมออกแบบตัวการ์ตูนใหม่สำหรับโครงการ Sticky Fingers เพื่อนำออกขายใน Viber สติกเกอร์ สโตร์ โดยแอพ Viber สามารถใช้ Pocket WiFi แชร์เน็ทให้สมาร์ทโฟนแล้วทำการโหลดผ่าน Store ได้เลย โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการตัดสินของคณะกรรมการ ซึ่งรวมถึง Erez Shocher ผู้อำนวยการฝ่ายครีเอทีฟของ Viber และ Mark Hardy ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด จะได้ร่วมงานกับ Viber ดีไซน์สตูดิโอเพื่อพัฒนาผลงานไปสู่สติกเกอร์ที่พร้อมวางขายบน Viber สติกเกอร์มาร์เกต ไม่เพียงแค่นั้น ผู้ชนะยังจะได้รับส่วนแบ่งของยอดขายสติกเกอร์ชุดดังกล่าว อีกทั้งยังได้นำไปแสดงและแชร์ในช่องทางโซเชียลมีเดีย ของทั้ง Viber และ Talenthouse อีกด้วย ส่วนผู้ที่เข้ารอบอีก 10 คนนั้น จะได้รับเงินทุนเพื่อนำไปสร้างสรรค์ และพัฒนาผลงานของตนเองต่อไป
การแข่งขันนี้เปิดให้ทั้งมืออาชีพ และมือสมัครเล่น โดยผู้ที่สนใจจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถส่งผลงานของตนเองมาที่ www.viber.com/StickyFingers/Info ภายในวันพุธที่ 15เมษายน เวลา 18.00 น. GMT หรือวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน เวลา 01.00 น. เวลาประเทศไทย ส่วนอุปกรณ์แชร์เน็ทสามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi
ไมโครซอฟท์เผยโฉม Lumia 640 และ Lumia 640 XL รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 10
*** ไมโครซอฟท์เผยโฉม Lumia 640 และ Lumia 640 XL รองรับการอัปเกรดเป็น Windows 10
Lumia 640 และ Lumia 640XL สมาร์ทโฟนใหม่ทั้ง 2 รุ่น สามารถอัปเกรดเป็น Windows 10 ได้ภายในปีนี้ ช่วยให้ผู้คนพร้อมสำหรับทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน หรือแม้ในขณะเดินทาง สามารถเข้าถึงเอกสารสำคัญได้อย่างรวดเร็ว หรือเชื่อมต่อเว็บไซต์ เล่นแอป และเกมได้อย่างลื่นไหลเพียงใช้ Pocket WiFi แชร์สัญญาณอินเตอร์เน็ท ด้วยหน่วยความจำ 1GB และ CPU ทรงพลัง Qualcomm Snapdragon ระดับ quad core 1.2GHz. เพลิดเพลินกับรูปภาพ และวิดีโอบนหน้าจอคมชัดระดับ HD เลือกได้ทั้งขนาด 5 นิ้วบน Lumia 640 หรือ 5.7 นิ้วบน Lumia 640 XL ใช้งานได้ทั้งวันกับแบตเตอรี่ขนาด 2500 mAh สำหรับ Lumia 640 และ 3000 mAh สำหรับ Lumia 640 XL
ถ่ายภาพคมชัดแม้แสงน้อยด้วยกล้องขนาด 8MP บน Lumia 640 หรือ 13MP เลนส์ ZEISS บน Lumia 640XL ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมแฟลช LED กล้องหน้าสำหรับวิดีโอคอลล์บน Skype และซอฟต์แวร์ Lumia Camera เพลิดเพลินกับ Windows Phone 8.1 เวอร์ชันล่าสุด พร้อม Lumia Denim ที่เพียงแค่ swipe เดียวก็เข้าถึง Action Center แป้นพิมพ์ Word Flow และ Live Folders เป็นครั้งแรกกับรุ่นสองซิมรองรับ LTE โดยรุ่นสองซิมทุกรุ่นมาพร้อมฟังก์ชัน Smart Dual SIM สลับใช้ 2 ซิมได้อย่างง่ายดาย
Lumia 640 XL จะจำหน่ายทั่วโลกในเดือนมีนาคม มีสีฟ้า ส้ม และดำแบบด้าน พร้อมด้วยสีขาวที่มีทั้งแบบด้าน และแบบมัน Lumia 640 จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนเมษายน และวางจำหน่ายในสีฟ้า ส้ม และขาวแบบมัน พร้อมสีดำแบบด้าน ทั้ง Lumia 640 และ Lumia 640XL จะวางจำหน่ายทั้งแบบซิมเดี่ยว LTE และ 2 ซิม LTE และ 2 ซิม 3G โดย Lumia 640 XL จะมีแบบซิมเดี่ยว 3G ให้เลือกด้วย ราคาจะแตกต่างกันไปในแต่ละตลาด ส่วน Pocket WiFi สามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi และผู้ให้บริการเครือข่าย Lumia 640 คาดว่าจะมีราคาประมาณ 139 ยูโร สำหรับรุ่น 3G และ 159 ยูโร สำหรับรุ่น LTE ก่อนภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆ ส่วน Lumia 640 XL จะมีราคาประมาณ 189 ยูโร สำหรับรุ่น 3G และ 219 ยูโร สำหรับรุ่น LTE ก่อนภาษี และค่าธรรมเนียมต่างๆ
ใช้ Pocket WiFi แชร์เน็ทแรงๆ โหลด LINE Dictionary เตรียมเพิ่มฐานข้อมูลใหม่ ให้การเรียนภาษาอังกฤษง่ายแค่ปลายนิ้ว
*** LINE Dictionary เตรียมเพิ่มฐานข้อมูลใหม่ ให้การเรียนภาษาอังกฤษง่ายแค่ปลายนิ้ว
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา LINE Dictionary แอปพจนานุกรมภาษาอังกฤษ ได้ทำข้อตกลงเรื่องฐานข้อมูลคำศัพท์กับ LEXiTRON เพื่อเตรียมเพิ่มฐานคำศัพท์อีกกว่าหนึ่งแสนคำลงในแอพป LINE Dictionary โดยคุณสามารถใช้ Pocket WiFi แชร์เน็ทแรงๆ ให้สมาร์ทโฟน แล้วโหลดแอพมาติดตั้งได้ทันที และนอกจากนี้ LINE Dictionary ยังเตรียมเพิ่มข้อมูลความรู้ภาษาอังกฤษต่างๆ รวมไปถึงแบบทดสอบภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะหาคำศัพท์คำไหน หรือต้องการเรียนภาษาอังกฤษเวลาใด ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่เปิดแอป LINE Dictionary ดาวน์โหลดแอป LINE Dictionary ฟรีได้แล้ววันนี้ ทั้งใน Google Play และ App Store หรือเข้าไปที่ http://linedict.naver.com/enth/app
ซัมซุง กาแล็กซี่ S6 Edge คว้ารางวัลสมาร์ทดีไวซ์ใหม่ยอดเยี่ยมจากงาน Mobile World Congress 2015
ซัมซุง กาแล็กซี่ S6 Edge คว้ารางวัลสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และดีไวซ์รุ่นใหม่ยอดเยี่ยม ใช้งานคู่กับอุปกรณ์อื่นได้รวดเร็ว เช่น Pocket WiFi (Best New Handset, Tablet or Device) จากงาน Mobile World Congress 2015 หลังสร้างนิยามใหม่ให้แก่วงการสมาร์ทโฟน พร้อมกำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการทั้งในด้านการออกแบบ ความประณีต และประสิทธิภาพ โดย ซัมซุง กาแล็กซี่ S6 Edge ถือเป็นการผสมผสานวัสดุชั้นเลิศเข้ากับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดของซัมซุงได้อย่างลงตัว เพื่อส่งมอบประสบการณ์ Pocket WiFi และการใช้สมาร์ทโฟนที่ล้ำกว่าใคร โดยถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ซัมซุงได้รับรางวัลนี้ หลังจากเมื่อปีก่อน “ซัมซุง เกียร์ ฟิต (Samsung Gear Fit)” ก็คว้ารางวัลนี้ไปครอง นอกจากรางวัล Best New Handset, Tablet or Device แล้ว ซัมซุงยังคว้าอีกหนึ่งรางวัล คือ ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลยอดเยี่ยม (Best Security / Anti-fraud Product of Solution) จาก ซัมซุง น็อกซ์ (Samsung KNOX)อีกด้ว
ASUS Fonepad 7 (FE171CG) แท็บเล็ตบางเบา ที่โทร.ก็ได้ ถ่ายก็สวย
ASUS Fonepad 7 (FE171CG) แท็บเล็ตบางเบา ที่โทร.ก็ได้ ถ่ายก็สวยใช้เน็ทแรงๆ จาก Pocket WiFi ก็ราบรื่น
เอซุส เปิดตัว ASUS Fonepad 7 รุ่น FE171CG ขนาด 7 นิ้ว มีการปรับปรุงพัฒนาฟังก์ชันหลายอย่างจากรุ่นก่อน เช่น ดีไซน์ที่บางลงมาก ใช้เน็ทได้แรงขึ้นเมื่อเชื่อมต่อ Pocket WiFi ขอบจอทำด้วยโลหะ กล้องที่มีความละเอียดสูงขึ้นถึง 5 ล้านพิกเซล และหน้าจอแบบ IPS ซึ่งทำให้ FE171CG มีความล้ำหน้ากว่ารุ่นก่อน สิ่งที่เปลี่ยนไปมากที่สุดคือ ดีไซน์ ที่มีการออกแบบให้บางและเบา ด้วยความหนาเพียง 7.9 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 280 กรัม นั่นคือ บางลงถึง 2.8 มิลลิเมตร และเบาลง 10 กรัม ขอบจอบางเพียง 9.24 มิลลิเมตร ช่วยลดขนาดของตัว Fonepad 7 ให้เหมาะมือ บาง และเบา สะดวกในการพกพา และตัวเครื่องยังใช้วัสดุพิเศษทำให้ Fonepad 7 สะดวกต่อการจับด้วยมือเดียว ไม่ลื่นหลุดมือ ขอบจอทำด้วยโลหะ ใช้เทคโนโลยี non-conductive vacuum metallization (NCVM) เพื่อความมีสไตล์ อีกทั้งยังมีชั้นเคลือบหน้าจอเพื่อป้องกันลายนิ้วมือเวลาสัมผัสด้วย
กล้องหลังความละเอียดสูงสุดถึง 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล กล้องหลังมีระบบตรวจจับใบหน้าแบบออโต้โฟกัส เพื่อให้รูปมีคุณภาพ เห็นดีเทลของภาพถ่ายในวันสำคัญได้อย่างชัดเจน รูรับแสงขนาด f/2.41 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเลนส์ ให้ได้ภาพที่สวยงามในระดับความสว่างที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังเป็นแท็บเล็ตโทร.ได้รุ่นแรกของเอซุสที่มีเทคโนโลยี Blue Glass Optical Filter ที่ลดการกระจายแสง และแสงอื่นๆ ที่มารบกวนภาพถ่าย ทำให้ได้ภาพที่สดใส มีสีสันตามจริง ลดปัญหาสีเพี้ยน ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล มีระบบตรวจจับใบหน้าเช่นกัน เหมาะมากในการสนทนาแบบ video call นอกจากนี้ Fonepad 7 ยังเป็นแท็บเล็ตโทร.ได้แบบแรกที่มีฟีเจอร์ ASUS PixelMaster Low Light mode ช่วยให้ภาพมีความคมชัด สว่างชัดเจนแม้ในที่แสงน้อย โดยกล้องยังเพิ่มความไวแสงสูงถึง 400% จึงได้ภาพ และวิดีโอที่สว่างชัดเจนโดยไม่ต้องใช้แฟลช
Fonepad 7 นี้ ใช้หน่วยประมวลผล Intel Atom processor Z2520 dual-core มีความจุ แรม 1 GB และความจำเครื่อง 8 GB ถูกออกแบบให้รองรับซิมการ์ดภายในเครื่องได้ 2 ซิม และ standby ในโทรศัพท์แบบ 3G การรองรับซิมการ์ดได้ 2 ซิม ทำให้ Fonepad 7 สะดวกต่อการพกพาไปเที่ยว หรือติดต่อทางธุรกิจ ทำให้ผู้ใช้สามารถมี 2 เบอร์ไว้รับสาย และติดต่อได้กับทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม แบตเตอรี่ 4000 mAh ทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรี่ยาวนานขึ้นกว่ารุ่นก่อน รองรับการใช้งานประมาณ 11 ชั่วโมงครึ่ง และคุย 3G ได้ถึง 34 ชั่วโมง มาพร้อมระบบปฏิบัติการที่อัพเกรดเป็น Android 4.4 (KitKat) ที่ทรงประสิทธิภาพเมื่อเชื่อมต่อ Pocket WiFi Fonepad 7 มีให้เลือก 4 สีด้วยกัน คือ สีดำ สีขาว สีทอง และสีแดง ปัจจุบันมีวางจำหน่ายสีดำ และสีขาวแล้ว ราคา 4,190 บาท
วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
nuvi 4592 LM อุปกรณ์นำทางติดรถยนต์อัพเดทซอฟแร์แวร์จาก Pocket WiFi รุ่นใหม่ล่าสุดจากการ์มิน
การ์มิน แนะนำ nuvi 4592 LM อุปกรณ์นำทางติดรถยนต์ที่ช่วยให้การเดินทางกลายเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และสะดวกกรวดเร็วยิ่งขึ้น ด้วยแผนที่ประเทศไทยที่มีความละเอียด ระบุพิกัดของสถานที่ได้ชัดเจน ทั้งชื่อถนน และซอยระหว่างนำทาง ค้นหาสถานที่ที่น่าสนใจ และแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว อัปเดตแผนที่ และซอฟต์แวร์ได้ฟรีตลอดอายุการใช้งาน ผ่านสัญญาณ WiFi เมื่อคุณนำไปติดในรถยนต์ควรใช้คู่กับอุปกรณ์แชร์สัญญาณผ่านอินเตอร์เน็ท โดยสามารถสั่งซื้อได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi โดยไม่ต้องต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ nuvi 4592 LM แสดงแผนที่ได้อย่างคมชัดด้วยหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 5 นิ้ว ย่อ และขยายภาพบนหน้าจอได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งหน้าจอเมนูหลักได้ตามความชอบด้วย widget ที่หลากหลาย nuvi 4592 LM มาพร้อมแกนยึดเครื่องแบบใหม่ที่อาศัยพลังแม่เหล็กทำให้ยึด nuvi 4592 LM ได้อย่างสวยงาม และแน่นหนา อีกทั้งยังเสียบชาร์จแบตเตอรี่ได้ขณะขับรถ นอกจากนี้ ยังสามารถส่งภาพ และเสียงระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สายผ่านเทคโนโลยี Miracast และ nuvi 4592 LM สามารถเชื่อมต่อสัญญาณ WiFi กับ Pocket WiFi เพื่อใช้งานอินเทอร์เน็ต และเช็กอีเมลได้ รวมถึงเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านสัญญาณบลูทูธเพื่อใช้รับสายเรียกเข้า และโทร.ออก
nuvi 4592 LM มีอุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยในการวัด และแสดงค่าแรงดันลมยางของแต่ละล้อได้แบบเรียลไทม์เรียกว่า Tire Pressure Monitoring System (TPMS) รวมถึงสามารถเชื่อมต่อกับกล้องบันทึกภาพติดรถยนต์ GDR 30 เพื่อบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะขับขี่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานเมื่อเกิดอุบัติเหตุ nuvi 4592 LM วางจำหน่ายตั้งแต่แล้วตั้งแต่วันนี้ ราคา 10,500 บาท ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอที และแก็ดเจ็ต
Trendy Review : Samsung Galaxy Note Edge
Trendy Review พาไปพบกับสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดของซัมซุงที่เพิ่งเข้ามาไทยหลังสงกรานต์ที่ผ่านมา กับ Samsung Galaxy Note Edge มาดูกันดีกว่าว่าเจ้านี่มีดีอะไรบ้าง ขอบจอโค้งจะเป็นแค่เอกลักษณ์ที่เอาไว้ทำให้ว้าวเฉยๆ หรือเปล่า... แท้จริงแล้วจะมี shotcut เมนูให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น และสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับ Pocket WiFi ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทระหว่างประเทศ
ตอนที่ Samsung เขาเปิดตัว Galaxy Note รุ่นใหม่เมื่อปีที่แล้ว เขาเปิดตัวสองรุ่นครับ คือ Note 4 กับ Note Edge เพียงแต่ Note Edge เพิ่งจะได้เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อไม่นานมานี้เอง และในที่สุดผมก็ได้มันมาลองเล่นอยู่ในมือแล้ว มาดูกันดีกว่าว่าเจ้านี่มีดีอะไรบ้าง ขอบจอโค้งจะเป็นแค่เอกลักษณ์ที่เอาไว้ทำให้ว้าวเฉยๆ หรือเปล่า แล้วเทียบกับ Galaxy Note 4 แล้ว แตกต่างกันตรงไหน
รูปร่างหน้าตาของ Samsung Galaxy Note Edge
ในภาพรวมแล้ว ดีไซน์ของ Samsung Galaxy Note Edge ก็จะคล้ายๆ กับ Samsung Galaxy Note 4 ครับ ความแตกต่างที่ชัดเจนก็จะเป็นเรื่องหน้าจอแสดงผลที่เพิ่มขอบจอโค้งเข้ามา ทำให้อะไรบางอย่างเปลี่ยนไปเล็กน้อยครับ
ด้านหน้าของ Samsung Galaxy Note Edge เป็นหน้าจอ QHD Super AMOLED 5.6″ ความละเอียด 2560 x 1600 พิกเซล (524ppi) โดดเด่นด้วยขอบจอโค้งด้านนึง รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ทกับ Pocket WiFi มีปุ่ม Home ที่เป็นเครื่องสแกนลายนิ้วมือด้วยในตัว และมีปุ่มสองปุ่มคือ Recent apps กับ Back ตามสไตล์สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android รุ่นใหม่ๆ นอกจากนี้ก็มีลำโพงโทรศัพท์ มี Proximity sensor และ Ambient light sensor และกล้องด้านหน้าความละเอียด 3.7 ล้านพิกเซล f/1.9 เลนส์มุมกว้าง เหมือนกับ Galaxy Note 4
ด้านหลังของ Samsung Galaxy Note Edge ก็จะคล้ายๆ กับ Galaxy Note 4 ดีไซน์แบบ Faux leather ทำลวดลายและผิวสัมผัสคล้ายแผ่นหนัง … จริงๆ ต้องเรียกว่าเหมือนกันเลยดีกว่าครับ มีกล้องดิจิตอลด้านหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อม Flash และก็มีเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ เซ็นเซอร์วัดความเข้มของ UV และก็ลำโพงด้านหลัง
ด้านบนของ Samsung Galaxy Note Edge นั้น มีความแตกต่างให้เห็นแล้ว ตัวรับสัญญาณจาก Pocket WiFi ก็จะอยู่ในส่วนของด้านหลัง เพราะขอบจอด้านนึงเป็นแบบโค้ง ปุ่ม Power ก็เลยต้องย้ายขึ้นมาด้านบน และแม้ว่าจะมีพอร์ตอินฟราเรดเหมือนเดิม แต่ตำแหน่งก็ย้ายมาอยู่ใกล้ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. แทน แต่ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และรูไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียงวิดีโอยังอยู่ที่เดิม … และถ้าสังเกตดีๆ ร่องเล็กๆ สำหรับแกะฝาหลังก็มาย้ายจากด้านข้างมาด้านบนนี่
ด้านล่างของ Samsung Galaxy Note Edge อันนี้เหมือน Galaxy Note 4 เลย มีช่องใส่ S Pen มีพอร์ต Micro USB 2.0 และรูไมโครโฟน 2 จุด ใช้สำหรับสนทนาโทรศัพท์ บันทึกเสียงเวลาถ่ายวิดีโอ หรือแม้แต่ตอนอยู่ในโหมดอัดเสียง
ด้านซ้ายของ Samsung Galaxy Note Edge ยังเหมือน Galaxy Note 4 คือมีปุ่ม Volume อย่างเดียว
ด้านขวาของ Samsung Galaxy Note Edge นั้น คือความแตกต่างจริงๆ ด้วยขอบจอโค้ง ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่อง Galaxy Note Edge ดูอวบอ้วนกว่า Galaxy Note 4 นิดหน่อย และเป็นที่มาว่าทำไมขนาดหน้าจอเล็กลงนิดหน่อย (เหลือ 5.6 นิ้ว) แต่มีความละเอียดในการแสดงผลมากขึ้น (กลายเป็น 2560 x 1600 พิกเซล)
สเปกและประสิทธิภาพของ Samsung Galaxy Note Edge
ตัว Samsung Galaxy Note Edge นั้น แตกต่างไปจาก Galaxy Note 4 ในแง่ของสเปกด้านในครับ เพราะไม่ได้ใช้ชิป Exynos ของ Samsung เอง แต่ไปใช้ Snapdragon 805 Quad-core ครับ แต่ในแง่สเปกอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความจุ หรือเรื่องของกล้อง ไม่แตกต่างกัน
• CPU: Qualcomm Snapdragon 805 Quad-core 2.7GHz Krait 450
• GPU: Adreno 420
• Display: QHD Super AMOLED 5.6″ 2560 x 1600 (1440 + 160) พิกเซล (524ppi)
• RAM: 3GB
• Internal storage: 32GB
• External storage: รองรับ MicroSD card สูงสุด 128GB
• Operating System: Android 4.4.4 KitKat
• Connectivity
• ชนิดของซิม: Micro SIM
• 2G: 850/900/1800/1900MHz
• 3G: 850/900/1900/2100MHz
• 4G: 800/850/900/1800/1900/2100/2600MHz
• WiFi: 802.11a/b/g/n/ac Dual-band ใช้กับ Pocket WiFi ได้ด้วย
• Bluetooth: 4.0
• Infrared port: มี
• NFC: มี
• Camera:
• กล้องหน้า 3.7 ล้านพิกเซล f/1.9 เลนส์กว้าง 90 องศา
• กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash
• Battery: 3,000mAh
• Dimensions: 151.3 มม. x 82.4 มม. x 8.3 มม.
• Weight: 174 กรัม
• Others: เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นหัวใจ, เซ็นเซอร์วัดความเข้มของ UV, ตัวสแกนลายนิ้วมือ, ขอบจอโค้ง, ไมโครโฟนสามจุดสำหรับบันทึกเสียง
• Price: 28,900 บาท
ค่อนข้างชัดเจนเลยว่า สนนราคาค่าตัวที่พุ่งมาอยู่ที่ระดับ 28,900 บาท นี่คือ “ค่าเทคโนโลยี” หน้าจอแสดงผลแบบ YOUM ของ Samsung ที่ทำให้สามารถดัดหน้าจอเป็นแบบโค้งได้นั่นแหละครับ
สำหรับเรื่องประสิทธิภาพนั้น ผมเลือกใช้โปรแกรม Benchmark ต่างๆ มาวัดดังนี้
• AnTuTu Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในภาพรวม
• MobileXPRT 2013 เพื่อประเมินประสบการณ์ในการใช้งานทั่วๆ ไป (เช่น การตกแต่งภาพ การตรวจจับใบหน้าคนในรูป การเข้ารหัสข้อมูล และความลื่นไหลของพวกแอนิเมชั่นต่างๆ ของ User Interface)
• 3DMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพการประมวลผลกราฟิก 3D
• PCMark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งานโดยทั่วๆ ไป (เช่น การท่องเว็บ การค้นหาข้อมูล การเล่นไฟล์วิดีโอ การตกแต่งภาพ)
• Vellamo Mobile Web Benchmark สำหรับการทดสอบประสิทธิภาพของการทำงานด้านเว็บ
• Geekbench สำหรับการวัดประสิทธิภาพการประมวลผลในภาพรวม โดยแบ่งเป็น Single-core และ Multi-core
INHON Carbonbook อัลตร้าบุ๊กที่บาง เบาและสวยมาก แชร์อินเตอร์เน็ทด้วย Pocket WiFi
Trendy Review ครั้งนี้ไปพบกับ INHON Carbonbook อัลตร้าบุ๊กที่ทั้งบางและเบากับหน้าจอขนาด 11.6 นิ้ว เครื่องเล็กสเปกดีเพียงพอกับการใช้งานทั่วไป แม้ว่าจอภาพจะเล็กและละเอียดเพียง 1366×768 พิกเซลเท่านั้น...แต่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ทได้เร็วรื่นปรี๊ดดโดยการใช้ Pocket WiFi แชร์สัญญาณอินเตอร์เน็ทให้โน้ตบุ๊ก
สำหรับผมแล้ว เวลาที่จะต้องเลือกโน้ตบุ๊กสักเครื่อง นอกเหนือจากงบประมาณในกระเป๋าแล้ว ผมก็จะพิจารณาก่อนเลยว่าผมอยากได้อะไรมากกว่ากัน ระหว่างขนาดหน้าจอใหญ่เต็มตา แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยความเทอะทะและหนักอึ้ง กับขนาดหน้าจอกะทัดรัด แต่เน้นขนาดเล็ก บางและเบา พกพาได้สะดวก … ชื่อของ INHON International นั้นอาจจะใหม่หน่อยสำหรับผู้ใช้งานทั่วไปในประเทศไทย แต่เป็นแบรนด์ไต้หวันที่ผลิตโน้ตบุ๊กและแท็บเล็ตมาก็หลายปีแล้วครับ แต่ตอนนี้แบรนด์ INHON ก็เริ่มเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยแล้ว และล่าสุดก็ได้ส่ง INHON Carbonbook ขนาด 11.6 นิ้ว ซึ่งเป็น Ultrabook มาให้ผมลองใช้งานครับ
หน้าจอขนาด 11.6 นิ้วนี่ เป็นขนาดหน้าจอที่ผมมองว่าไม่เล็กจนเกินเหตุและไม่ใหญ่จนเกินไปสำหรับโน้ตบุ๊กที่ใช้เพื่อการพกพาไปไหนมาไหนด้วย เพราะขนาดที่ใหญ่กว่าแท็บเล็ตจอใหญ่ๆ นิดหน่อยน่ะครับ โดยคุณสามารถซื้อ accessories เพิ่มเติมสำหรับแชร์อินเตอร์เน็ทให้โน้ตบุ๊คได้ที่เว็บไซด์ Pocket WiFi
รูปร่างหน้าตาของ INHON Carbonbook 11.6 นิ้ว
แว้บแรกที่หยิบ INHON Carbonbook ออกมาจากกล่องนั้น ผมรู้สึกได้ว่าตัวเครื่องค่อนข้างเบาทีเดียวครับ กดเปิดเว็บไซต์ของ INHON ดูก็เลยรู้ว่าน้ำหนักมันแค่ 970 กรัมเท่านั้น ก็ประมาณหนักกว่า iPad รุ่นแรกอยู่นิดหน่อย และก็ถือว่าเบากว่าพวกโน้ตบุ๊กทั่วๆ ไปอยู่พอสมควรทีเดียวเลยล่ะ ตัวเครื่องของ INHON Carbonbook นี่เงาแว้บเลยครับ เป็นสไตล์ที่หลายๆ คนน่าจะชอบ เพราะดูเงาแล้วมันดูหรูหรา แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้อย่างระมัดระวังหน่อย เพราะมันเลอะคราบมันๆ ของมือได้ง่ายอยู่
หน้าจอแสดงผล ก็อย่างที่บอกว่าเป็นขนาด 11.6 นิ้ว เป็น ความละเอียด 1366×768 พิกเซล พร้อมกล้องเว็บแคมความละเอียด HD 720p
สำหรับการเชื่อมต่อนั้น ด้านซ้ายของตัวเครื่อง ก็จะเป็นช่องเสียบปลั๊กไฟ, พอร์ต USB 3.0, พอร์ต Mini display และมีไฟแสดงสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ กับไฟแสดงสถานการณ์ทำงานของตัวเครื่อง
“ดราม่า” การตลาด เรียกแขก“ขย้ำ”แบรนด์
จากละครน้ำเน่าบนจอแก้ว ฉาก “ดราม่า” ถูกขยายลงโซเชียลมีเดีย ด้วยอิทธิพลของ “เทคโนโลยี” Pocket WiFi แชร์เน็ทให้อุปกรณ์สำหรับอัพข้อมูลลงโซเชียล น่าห่วงหากดราม่าลามลุก...ทำลายแบรนด์
อดีตเราอาจเห็นดราม่า บทหนัก “รัก โศก เศร้า หัวเราะ” เรียกคนดูให้มีอารมณ์ “ร่วม” กับนักแสดงผ่าน “ละครน้ำเน่า” บนจอแก้ว
ทว่า บริบทโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีมีบทบาท สร้าง “พื้นที่” ใหม่ให้ “ดราม่า” โลดแล่นได้ไม่แพ้ในจอแล้ว โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย ทำเล “กระพือ” กระแสในประเด็นฮอตของสังคม (Hot Issue) จนกลายเป็นไฟลามทุ่งในเสี้ยววินาที และใช่ว่าทุกเรื่องจะผ่านการกรองข้อมูลที่เป็นจริง หรือ “ถูกต้อง” เสียก่อน
ซ้ำร้ายกว่านั้น “ข่าวดี” ไม่แชร์ แต่ข่าวแย่ ต้องประโคม !!
ดราม่าวันนี้ไม่เพียงทรงอิทธิพลทำร้ายผู้คน แต่ยังส่งผลต่อ การตลาด Pocket WiFi ด้วย โดยเฉพาะ “แบรนด์” สินค้าและบริการ รวมทั้งองค์กร ห้างร้าน (Corporate) ต่างๆ
อะไรคือต้นตอ..ดราม่า ? และแบรนด์จะ “ตั้งการ์ด” ป้องความเสี่ยงจากผลกระทบได้อย่างไร ?..ไปฟังทางออกจากกูรูดังในการสัมมนา “ฝ่าวิกฤติพิชิตดราม่าในโลกโซเชียลมีเดีย”
เปิดฉากเรียกอารมณ์กับ “นักการตลาดขาโหด” อย่าง “ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย” ที่ระเบิดประโยคเด็ดว่า.. “ดราม่านั้นคู่กับคนไทย เพราะไม่ใช่ชาติที่ใช้เหตุผล แต่ใช้อารมณ์ค่อนข้างมาก อีกทั้งอ่านหนังสือน้อยกว่าชาติอื่นที่ใช้ตะเกียบ”
นอกจากนี้ คนไทยถูก “เลี้ยง” ด้วย “ละครหลังข่าว” จึงเอ็นจอยกับสิ่งที่เป็นดราม่า เมื่อมีการพูดจาอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล จะไม่ค่อยฟัง แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มเสียงดัง ลงไม้ลงมือกัน ก็จะหยุดดู ถึงขั้นตีกันใช้คำหยาบคาย ก็หยุดดูนานๆ นั่นคือ..พฤติกรรมผู้บริโภคแบบไทยในบริบทของ “ดราม่า”
กำเนิดดราม่ายุคนี้ หนีไม่พ้น “พื้นที่สื่อ”จากเมื่อก่อนมีเรื่องไม่รู้จะบอกใคร ภายหลังมีทั้ง Facebook, IG, twitter, pantip.com ก็ป่าวประกาศให้คนจำนวนมากทราบโดยพร้อมเพรียงกัน
จากละคร-คน ลามมาถึง “แบรนด์” สินค้าและบริการ เกิด “Drama Marketing” ฉากนั้นจะทวีความน่าสนใจมากขึ้น เมื่อเป็นการ "ชกข้ามรุ่น" ยักษ์ใหญ่รังแกเอสเอ็มอี หรือแจ๊คล้มยักษ์ ฯ ประเด็นร้อนฉ่าในสังคมต้องยกให้ "สยามบานาน่า” กับยักษ์ใหญ่ซีพีออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากที่สุดในไทย กรณีการผลิตสินค้าเบเกอรี่เข้าทำตลาด ที่สังคมเห็นอกเห็นใจ "มวยรอง"
ซ้ำร้ายผลที่ขยายตามมา คือ การรณรงค์ไม่เข้าร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นในช่วงวันที่ 7-11 พ.ค.ที่ผ่านมา นั่นคือผลลัพธ์ของความ “ดราม่า” ในสังคมไทย
ล่าสุดกับข่าวที่กระพือในโลกโซเซียล เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) คอนโดหรู ย่านอโศก ย่องเข้าหาสาวเจ้าของห้อง ตอนตีห้า กับคำถาม “รปภ.น่าจะรักษาความปลอดภัย แต่กลับมีพฤติกรรมตรงข้าม”
ในยุคที่อินเตอร์เน็ต ไวไฟ Pocket WiFi สมาร์ทโฟนเกือบครองเมือง “ทุกคน” เลยสร้างดราม่าได้ แต่ชนวนเหตุจะเกิดจากคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น เพียงแต่ “โซเชียล” สามารถเชื่อมคนได้มากมายเท่านั้นเอง นี่คืออิทธิพลของสังคมออนไลน์ อีกทั้งดราม่าเกิดก็พร้อมมีคนเสพ !
“ดราม่า..เมื่อมีดีมานด์ ก็มีคนผลิต มีคนใช้ประโยชน์จากดราม่า ทุกคนอยากเป็นคนดัง อยากเป็นเซเลเบรตี้ โดยเฉพาะคนบนโลกออนไลน์ กลายเป็นไมโครเซเลเบรตี้ ซึ่งทำเงินได้เยอะมาก”
สิ่งที่น่าจับตาเมื่อเกิดดราม่าการตลาด โจมตีแบรนด์ ต้องค้นหาว่ามาจาก “ผู้ที่ได้รับผลกระทบ” จริงไหม ? หรือเป็น “ผู้บริโภคก่อการร้าย” (Terrorist customer) เพราะผลพวงของอำนาจที่เปลี่ยนมือจากแบรนด์ มาเป็นผู้บริโภคโซเชียล ทำให้แบรนด์ต้องหาทางรับมือกับผลกระทบที่จะตามมา
อันดับแรกที่เป็นเกราะป้องกันได้ดี “แบรนด์ต้องเป็นคนดี” ให้ได้ เพราะหากแบรนด์ไม่ดี จะแก้ตัว แก้ไขอย่างไร ผู้บริโภคก็ไม่เชื่อ ในทางกลับกันถ้าแบรนด์ดี เจอผู้บริโภคแย่มากล่าวอ้างโจมตี “บุคคลที่ 3 ก็จะออกมาแก้ต่างให้แทน” นั่นคือเกราะเหล็กชั้นเยี่ยม
“ขอโทษไว้ก่อน” เป็นอีกทางออกที่ได้ผล เพราะคนไทยไม่ชอบคนเถียง
“ผิดน้อยผิดมากขอโทษไว้ก่อน เถียงแล้วของขึ้น” จากนั้นเข้าสู้การชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งแบรนด์จะทำในสายตาลูกค้า หรือจะยืนหยัดแจงแบบแบรนด์ใหญ่ ต้องคิดให้รอบคอบ
หลายครั้งที่แบรนด์จงใจให้เกิดดราม่าเสียเอง โดยใช้ Pocket WiFi เป็นสื่อกลางในการแชร์อินเตอร์เน็ท ในบริบททางการตลาดเมื่อเปิดการขายด้วยฉากเร้าอารมณ์แล้ว ต้อง “ปิดการขาย” ให้อยู่หมัดด้วย หรือหากดจะจุดดราม่าอีกครั้ง สามารถทำได้ไหม เพราะอย่าลืมว่า ดราม่าบ้างก็เป็นแค่กระแสเหมือนไฟไหม้ฟาง แต่ก็มีไม่น้อยที่เกิดเป็นเทรนด์ดำรงอยู่นานเอื้อต่อการทำตลาด
ต้นตำรับดราม่าบนออนไลน์ในยุคแรกๆก็ว่าได้ สำหรับเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Pantip.com (พันทิป) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและพัฒนาเว็บไซต์ “อภิศิลป์ ตรุงกานนท์” Chief technology officer แห่งพันทิป ซึ่งคร่ำหวอดวงการดราม่ามาช้านาน ก่อนโซเชียลกระฉ่อน ขอนิยามดราม่า คือ อีโมชั่นนอล การใช้อารมณ์ ปะทะกันเป็นหลัก เฉกเช่นละครที่นางร้ายตบตีกับนางเอก
ครั้นยุคโซเชียลมีเดีย ดราม่าถูกขยายความโดย “จ่าพิชิต ขจัดพาล” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Drama-addict.com ด้วยประโยค “กูรู้ว่ามึงชอบดูคนตีกัน” จากเคยดูคนตีกันในละคร ก็เปลี่ยนสังเวียนตบตีในโซเชียล แบบไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ ตัวอย่างที่เห็นชัด คือการถกกันเกี่ยวกับการใช้สินค้า “ลิขสิทธิ์” อย่างโปรแกรม “Window” มักมีการ “โต้ตอบด้วยการย้อนถาม” ทำให้รู้สึกว่ามีการตีกัน ทะเลาะกันทุกวัน และถูกนำเสนออยู่ถี่ยิบ
ยิ่งดราม่าบนพันทิป เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จากการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตที่มากขึ้น และผู้บริโภครู้ว่าเวลามาพูด บ่น โวยวายในเว็บบอร์ดชื่อดังจะมีคนฟัง ดังนั้นแบรนด์เล็กใหญ่จึงใส่ใจและเริ่มมี “Log In” องค์กรเพิ่มขึ้นเป็น 300-400 องค์กร จากปีก่อนมีเพียงหลักร้อยต้นๆ
“อาทิตย์นึงเรามีการพรู๊ฟล็อกอินองค์กร 7-10 ล็อกอิน สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์เริ่มรู้ว่าต้องเข้ามาเอ็นเกจหรือสร้างความผูกพันกับผู้บริโภคให้ได้” เขาชี้การตื่นตัวของภาคธุรกิจ เพราะครั้นจะให้ "ปิดฉาก-ยุติ ดราม่า” คงไม่มีทาง
“เลิกดราม่า ทำไม่ได้ ทำได้คือต้องปิดอินเตอร์เน็ต ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ดราม่าเกิดกับแบรนด์...คงไม่ต้องถาม เมื่อกรณีศึกษามีให้เห็นเยอะ และไม่จบซักที เช่น การบ่น ตำหนิ (Complain) สินค้าและบริการอยู่ร่ำไป ทั้งที่ไม่ใช่ต้นเรื่อง แต่ฟังเพื่อนมาอีกที มาเขียนบล็อก ระบายบนโซเชียลว่าผู้บริโภคเจออะไรมาบ้าง จะแก้ไขยังไง ผ่านทั้ง IG twitter Youtube pantip แต่ละพื้นที่จะมีดราม่าต่างกันไป เช่น IG พื้นที่เรียกเรตติ้งของดารานักแสดง คนนี้แย่งแฟนคนนั้น แซะกันไปมาก็ถูกนำมาต่อยอดในพันทิป หรือพันทิปเองก็เป็นทำเลทองของการร้องทุกข์ ตำหนิสินค้าและบริการ หรือเฟสบุ๊คก็ใช้เป็นพื้นที่ร้องทุกข์เช่นกรณี “นมเน่า” ที่ผู้บริโภครายหนึ่งไปตำหนิผ่านหน้าเพจเฟสบุ๊คของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เป็นต้น
“ก็มานั่งคิด..ทำไมคนไทยว่างจัดเหรอ ทำไมไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น ที่มี Productivity (ผลิตภาพ) ให้กับตัวเอง ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน ชอบดูคนตีกัน” เขาตั้งคำถาม
เมื่อเกิดดราม่า หลายครั้งที่แบรนด์เข้าไปจัดการโดยตรงไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นการ “ขยายประเด็นอื่น” ตามมา จึงต้องใช้วิธี “ขี่ม้าเลียบค่าย” ไตร่ตรองสถานการณ์ ซ้ำร้ายบางครั้งการชี้แจงไม่สามารถทำให้ดราม่าจบสิ้นได้
“มันเหมือนกับแบรนด์ไปชนผู้บริโภคตรงๆ ที่ทำได้คือ ปล่อยวางแล้วทำสิ่งดีๆให้ดีกว่า” เขาเล่าพร้อมยกตัวอย่าง สายการบินแห่งชาติอย่าง “การบินไทย” ที่ถูกโจมตีหนักมากถึงปัญหาภายในองค์กร ประสิทธิภาพในการบริหารงาน ขาดทุน แต่พอเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาล การบินไทยขนส่งคนจำนวนมากไปช่วยเหลือ..จบเลย !!
“บางทีไม่ต้องไปอธิบายหรอกว่าปัญหาการบินไทยมีอะไร เพื่อให้คนเข้าใจ แต่เลือกทำสิ่งดีๆ ให้คนเห็นก็พอ แต่ต้องทำเยอะๆ ต่อเนื่อง ให้สังคมเห็นว่าเป็นแบรนด์ที่ดี แบรนด์เป็นคนดี”
เมื่อต้องการยุติดราม่าบนโซเชียล การออกแถลงการณ์บนโซเชียลมีเดีย ห้ามใช้คำว่า “กรุณาหยุดเผยแพร่..”, “บริษัทจะดำเนินคดีตามกฎหมาย” เพราะประโยคเหล่านี้จะเป็นการ “ย้ำให้ทำ” และยิ่งทำให้เกิดการบานปลาย ตัวอย่างมีให้เห็น เมื่อแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดส์ชื่อดัง ที่ลูกค้าซื้อไอศกรีมแล้วพบสิ่งแปลกปลอมอย่างแมลงสาบในอาหาร ถ่ายภาพโพสต์ลงบนเฟสบุ๊ค และคนก็แชร์สนั่น ทางร้านได้ตรวจสอบและชี้แจงว่า ผ่านไป 2 ชั่วโมง ลูกค้าจึงกลับมาคอมเพลนที่ร้าน พร้อมย้ำมาตรฐานการผลิตต่างๆนานา แต่มีประโยคเด็ดแถมขึ้นมา “ขอให้ทุกท่านงดเผยแพร่ภาพดังกล่าว ไม่เช่นนั้นบริษัทจะดำเนินคดีตามกฎหมาย” เท่านั้นแหละ !! ไม่ว่าแบรนด์ฟาสต์ฟู้ดส์ดังจะโพสต์รูปสินค้า โปรโมชั่นอะไร จะมีผู้บริโภคคอมเมนต์ด้วยภาพสยองตบท้ายตลอด
“การฟ้องร้อง เหมือนการปิดปาก ซึ่งชาวโซเชียลไม่ยอมให้ปิดปาก” เขาย้ำ แต่ถ้าแบรนด์ “ปิดข้อโต้แย้ง” ได้จริง อย่างกรณี “ศัลยกรรมนมเน่า” ซึ่งผู้บริโภคกล่าวหาโรงพยาบาลดัง แต่เมื่อโรงพยาบาลพยายามแสดงความรับผิดชอบ พยายามพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพบว่าคนไข้ไม่มีตัวตน ทำให้โรงพยาบาลเตรียมฟ้องผู้โพสต์ดังกล่าว
นอกจากนี้ ความโปร่งใส เป็นสิ่งที่แบรนด์ควรทำ ไม่ควรเล่นใต้ดิน หรือแสดงความไม่จริงใจ ในการขจัดดราม่า ซึ่งในพันทิปจะคุ้นหูกับคำว่า “ม้า” ที่ล็อกอินมาเชียร์กันเอง
นั่นยิ่งทำให้แบรนด์มีแต่ “เสีย” กับ “เสีย”
ไม่ใช่แค่ตั้งการ์ดรับมือ แต่การปรับตัวในเชิงรุกก็สำคัญอย่างแบรนด์ เคเอฟซี เคยมีกรณีดราม่าเมื่อหลายปีก่อน ที่พบสิ่งแปลกปลอมในอาหาร และองค์กรก็ตระหนักว่า “โซเชียลสำคัญ” เมื่อมีการตั้งกระทู้ ร้านก็มาแจงด้วยศัพท์แสงวิชาการ มาตรฐาน ผู้บริโภคคนอ่านไม่เข้าใจ ทำให้ยกเครื่องการสื่อสารใหม่ ให้แบรนด์ดูไม่เป็นยักษ์ใหญ่ เป็นเพื่อนกัน แซวเล่นกันได้
“นี่คือสิ่งดีมาก ทำให้แบรนด์ติดดิน อยู่กับผู้บริโภค ไม่ใช่ บิ๊ก บราเธอร์ แบรนด์ควรจะทำตัวเองแบบนี้ อยู่ในโลกของผู้บริโภค ลูกค้าเข้าถึงได้ ไม่ใช่ตอบแบบหุ่นยนต์..เรียนลูกค้าผู้มีอุปการะคุณ ทางบริษัทได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว..มันแข็งมาก”
พันทิป ก็หนีไม่พ้นการเป็น “จำเลย” ในวงดราม่า ไม่ว่าจะเป็นการลบกระทู้ที่พาดพิงองค์กร แบรนด์ใหญ่ การลบกระทู้ดาราที่กำลังเป็นข่าวฉาวต่างๆนานา แต่นัยหนึ่ง พันทิปต้องกรองและระวังการมี “ตัวตน” ของผู้ตั้งกระทู้ที่อาจวางแผน “กุเรื่อง” หาต้นตอไม่ได้ มาโจมตี สร้างความเสียหายต่อผู้อื่น โดยใช้ Pocket WiFi แชร์เน็ทให้สมาร์ทโฟน จากนั้นก็ใช้สมาร์ทโฟนเขียนข้อมูลลงพันทิป
นี่คือดาบสองคม !
“พันทิปก็โดนดราม่า แต่สิ่งที่เราห่วงคือความมีตัวตนของคน มาโจมตีคนที่มีตัวตน ซึ่งข้างในองค์กรเรากำลังหารือกันถึงวิธีการสื่อสารกับสมาชิกว่าจะทำยังไง เกี่ยวกับกระทู้ที่ตั้งมาคอมเพลน โดนลบเพราะอะไร ไม่ใช่มีใครจ่ายเงินให้พันทิปหรอก แต่มันมีข้อความที่หมิ่นประมาท คุณไม่ใช่เจ้าของเรื่องเองบ้าง มีการชี้แจงที่มากขึ้นว่าลบเพราะอะไร ซึ่งพันทิปจะไม่พยายามไม่โต้ตอบ โต้เถียงกับยูสเซอร์ของเรา เพียงชี้แจงที่ลบเพราะเหตุผลนี้ เขาเชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไร เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคล และเป็นเรื่องดีที่สมาชิก วิจารณ์เรา เราก็เปิดกว้าง ปิดใจไม่ได้ ไล่ลบยิ่งไม่ได้ หลังๆมีคนโค้ดดักคอ กระทู้นี้ปลิวแน่ๆ บางกระทู้ปลิวเพราะเจ้าของกระทู้ขอลบ เช่น ดาราไม่จ่ายเงินจัดงานแต่งงาน ซึ่งโดยกติกาไม่ผิดอะไร แต่เจ้าของกระทู้ขอลบ” เขาอธิบายเคสดราม่าที่เกิดบริษัท
อย่างไรก็ตาม ข้อปฏิบัติที่แบรนด์สินค้าและบริการ องค์กรต้องทำอย่างยิ่งเมื่อเกิดดราม่าคือ “ต้องออกมาขอโทษ ผิดไม่ผิดไม่รู้ ขอโทษไว้ก่อน เพื่อเบรกกระแส ความโกรธเกรี้ยวของคนไว้ นี่คือหัวใจสำคัญของการสื่อสารบนโลกโซเชียล” เพราะปัจจุบัน “ผู้บริโภคมีอำนาจเยอะขึ้น แบรนด์ยิ่งใหญ่ ยิ่งต้องทำตัวให้เล็กลง เป็นเหมือนเพื่อนผู้บริโภค เหมือนเพื่อนรักผู้บริโภคให้ได้” อภิศิลป์ ทิ้งท้าย
----------------------------------------
“ขอโทษ” สกัดดราม่า
ดูแลลูกค้ากว่า 40 ล้านคน จากวิวัฒนาการคอลเซ็นเตอร์รับเรื่องร้องทุกข์ดราม่า มาสู่การมอนิเตอร์ออนไลน์ ก่อนรับมือกับปัญหาจะต้อง “เข้าใจ” รูปแบบลูกค้าชาวเชียลก่อนว่ามี 4 แบบ ได้แก่ ก่อตัวเร็วและสลายไว, มาเร็วแต่ขยายเรื่องใหญ่ , มาแล้วไม่เห็นในออนไลน์แต่ข้ามช็อตกระจายสู่แมสมีเดียหรือสื่อยอดนิยมทันที และเรื่องเก่าเล่าใหม่ “วิไล เคียงประดู่” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอส ชำแหละ
ส่วนกระบวนการรับมือกับผู้บริโภคช่างดราม่า หากแบรนด์ทำผิดหรือเกิดความเข้าใจผิด สิ่งที่แบรนด์ต้องทำทันทีคือ “ขอโทษ” แล้วอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หาทางแก้ไข นั่นไม่พอ ยุคนี้ต้องถามต่อไปว่าจะ “ชดใช้” อย่างไรด้วย
ตัวอย่างกรณีการให้บริการดูการแข่งขันฟุตบอลโลกผ่านมือถือ ซึ่งค่ายมือถือเอไอเอส คาดการณ์แล้วว่า ในช่วงที่มีการฟาดแข้งทีมโปรด จะมีคอบอลเข้าไปดูจำนวนมาก แต่ปรากฎว่าเกิดขัดข้องทางเทคนิค สัญญาณล่ม! ผู้บริโภคชมการแข่งขันไม่ได้จากปัญหาทางเทคนิค จึงต้องเรียกประชุมด่วน ให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจเคาะแก้ไขทันที
“อันดับแรกที่เราทำคือขอโทษ เพราะผิดจากเราจริงๆ แล้วแจงเหตุผลว่าบริษัทจะแก้ไขยังไง ชดใช้ยังไง ให้คำมั่นสัญญาณว่าจะต้องแก้ให้เสร็จภายในเวลาเท่าไหร่ โดยปกติเราจะใช้เวลา 3-4 ชม. แต่ต้องเผื่อเป็น 8 ชม. เมื่อแก้ได้เสร็จก่อนเวลาที่เรารับปาก คนจะรู้สึกพอใจ จากนั้นก็ชดใช้ให้ลูกค้าได้ดูฟรีกี่แมท”
สิ่งที่ทำไม่ใช่แค่แก้สถานการณ์ ในทางกลับกันยังช่วยเรียก “ความเชื่อมั่น” หรือ trust จากลูกค้าให้กลับมายังแบรนด์โดยเร็ว
“บางอย่างทำแล้วอาจขาดทุนก็ตาม แต่ก็คุ้มค่า เมื่อคราวต่อไปเกิดปัญหา แล้วลูกค้ายังใช้บริการ เพราะเรารับผิดชอบ” เธอชี้ผลลัพธ์
การสกัดดราม่าไม่ง่าย เมื่อผู้บริโภคกระจายเรื่องราว “ข้าม” สื่อพัลวัน ดังนั้นผู้มอนิเตอร์จะต้องคาดการณ์เรื่องราวให้ได้ว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จะถูก “เชื่อมโยง” ไปยังพื้นที่ใดบ้าง เช่น การติดแท็กในกระทู้พันทิป ที่สำคัญคือต้องไม่ให้ “ลาม” ไปยังสื่อหลักอย่างทีวี
“ผู้หวังดี” เป็นอีกชนวนที่น่ากลัว บางเรื่องที่นิ่งเงียบอาจอันตรายต่อแบรนด์ ต้นตอโพสต์แล้วแต่ไม่มีการตอบกลับ มากน้อยอย่างไรแบรนด์ก็ต้องไขคำตอบให้ อย่างน้อยที่สุด เพื่อแสดงหลักฐานว่า
“บริษัทหรือองค์กรใส่ใจลูกค้า”
สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่มีแค่การตลาดและแบรนด์ แต่บริบททางสังคม ยังต้องคำนึงถึง เธอฝากให้ผู้บริโภคฉุกคิดสักนิดก่อนจะแชร์เรื่องราวต่างๆในโลกออนไลน์ เริ่มด้วยการค้นคว้าข้อมูลเสียก่อน
“ส่วนใหญ่ทุกองค์กรอยู่ในโหมดตั้งรับ มอนิเตอร์กับโลกโซเชียลอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นอย่างนี้(ตั้งรับ)ไปตลอด สังคมก็จะมีลักษณะแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ดังนั้นควรออกไปเชิงรุกบ้าง ให้ความเข้าใจ เตือนสติคนในสังคม..จริงๆอยากให้คิดสักนิดก่อนแชร์”
โลกออนไลน์ทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นคน “ใจร้อน” ขึ้น การตอบสนองข้อเรียกร้องจึงต้องเร็ว “จันทร์เพ็ญ จันทนา” ผู้จัดการบริหารสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) หรือเอสซีบี วิเคราะห์ เพราะยุคแรกเริ่มที่มีเรื่องร้องเรียนจากลูกค้า บ่นว่าพนักงานหน้าหงิกงอ มีปัญหานานา กว่าที่แบรนด์จะตอบกลับลูกค้าใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง แจ้งทราบรับเรื่องและกำลังตรวจสอบ แต่ปัจจุบันไม่ใช่
“ตอนนี้คนไทยแค่ 15 นาที ก็ไม่ได้ ใจร้อน มีปัญหา คำถาม โพสต์เสร็จ ก็คาดหวังว่าแบรนด์จะตอบเร็ว”
การดูแลลูกค้าโซเชียล ใช่จะมีแค่ “ต้นเรื่อง” แต่ “ไทยมุงออนไลน์” ก็ต้องบริหารจัดการให้ได้ เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่อาณาประชากรออนไลน์ป้องเจ้าของเรื่องไม่ให้ “เสียหน้า” หลายเคสจึงต้องหลังไมค์คุยกับเจ้าของเรื่อง
กรณีศึกษาน่าสนใจหนึ่ง เมื่อลูกค้าเงินรายได้สูง โวยวายว่าเอสซีบีเป็นแบงก์เจ้าขุนมูลนาย เจ้าตัวเงินเดือนเยอะแต่ทำบัตรเครดิตไม่ผ่าน เรื่องกระฉ่อนบนโซเชียล แบงก์สืบสวนหาข้อเท็จจริงพบว่าลูกค้ามีหนี้สินทั้งในและนอกระบบมากมาย แต่เหล่านี้
“พูดบนออนไลน์ไมได้ เพราะเป็นจรรยาบรรณ” หรืออีกกรณีลูกค้าถูกแฮ็กบัตรเดบิต สืบไปมาพบว่าแฟนเก่าเอาพาสเวิรด์ไปใช้
“ก็ต้องขอโทษ และจัดการหลังไมค์”
เพราะแบรนด์มีมูลค่า สิ่งหนึ่งที่เอสซีบีตระหนัก คือการโพสต์ข้อความบนออนไลน์ของพนักงานในองค์กรกว่า 3 หมื่นชีวิต ชนิดต้องอบรมจริงจังให้ “คิดก่อนแชร์” เพราะอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าจะเกี่ยวกับบริษัท แต่กลับเชื่อมโยงจาก “น้ำผึ้งหยดเดียว”
ได้รับสมญานามเป็น “แอดมินขั้นเทพ!” หรือ “แอดมินมหากาฬ” สำหรับเพจ “KFC” ที่มีทีมงานจากเอเยนซี่ระดับโลก และ “กัญชลี สำลีรัตน์” Head of Social@Ogilvy บริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย จำกัด เป็นหนึ่งในทีมคัดสรรคำพูดตอบชาวโซเชียล ซึ่งแต่ละวันมักจะเจอ “ข้อความ” ทั้งกวน ด่าจริง ด่าหลอก วัดไอคิวและอีคิวผู้ตอบ
เพื่อไม่ให้ประโยคเหล่านั้น ขยายกลายเป็น “ดราม่า” สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เข้าใจคำถาม และ “เจตนา” ที่แท้จริงของผู้บริโภคให้ได้ หรือ Insight นั่นเอง เพื่อเตรียม “คำตอบ” สนองความต้องการให้ตรงจุด
ที่สำคัญเมื่อผู้บริโภคตั้งกระทู้หรือโพสต์ “ต่อว่าแบรนด์” กฎเหล็กข้อแรกที่ต้องจำคือ “ห้ามลบ” เพราะยิ่งลบยิ่งทำให้เกิดปัญหา และสะท้อนว่า “แบรนด์ไม่ต้องการรับเสียงผู้บริโภค” อีกทั้งไม่ควรเปิดเพจมากมายเพราะนั่นเป็นการสร้าง “สนามรบ” เปิดศึกรอบด้าน
“ที่ควรทำให้ทุกคนเข้าใจคือ แบรนด์พยายามช่วยเหลือเขา(ผู้บริโภค) คนไทยอยากเห็นว่าเราใช้ความพยายามในการแก้ปัญหาให้ และคอมเพลนที่ลูกค้ามีให้ นั่นคือโอกาส เพราะเวลาตอบคำถามและบริหารจัดการทำให้ได้เสียงตอบรับในเชิงบวก ชื่นชอบ จะแปรวิกฤติเป็นโอกาส แต่ถ้าบริหารจัดการไม่ดี โอกาสที่มีก็กลายเป็นวิกฤติ” กัญชลีแนะ
กับข้อสงสัยที่ว่า ทำไมแอดมินเพจเคเอฟซี ควบคุมความรู้สึกตัวเองในการตอบได้อย่างไร และยังมีมาตรฐานเดียวกัน ประเด็นนี้กัญชลีบอกว่า มาจากการที่ทำงานร่วมกันตั้งแต่ฝ่ายกลยุทธ์ส่วนหนึ่ง และที่สำคัญ “ต้องอ่านเนื้อหาให้เข้าใจ พอยท์ของลูกค้า ใจความจริงๆอยากได้อะไร อยากให้ช่วยเหลือ คุยเล่น คอมเพลนเฉยๆ บ่นแล้วผ่านไป จำแนกให้ได้ เพราะหากลูกค้าคอมเพลนหนักหน่วงจริง ย่อมไม่ตอบเล่นๆ เพราะลูกค้าอาจมองว่าสนุกด้วย"
ทว่า ก่อนมุ่งเน้นแก้วิกฤติ สิ่งสำคัญอีกอย่าง คือองค์กร แบรนด์ต้องเตรียม “ความพร้อม” ยิ่งวิกฤติยุคนี้เกิดขึ้นในระยะเวลา “สั้น” แต่ผู้คนคาดหวังคำตอบภายใน 15-30 นาที ดังนั้น กระบวนการจัดการต้อง “เร็ว”
ที่เก๋และเป็นทางการ วางระบบทำงานเป็น “เฉดสี” เพื่อลำดับความสำคัญของ วิกติการณ์ต่างๆบนโซเชียล โดยสีเขียว เป็นคำถามธรรมดา ที่ระดับผู้จัดการตัดสินใจสางปัญหาได้
สีเหลือง คำถามไม่เครียดนัก คนถามไม่ใช่ผู้ทรงอิทธิพล(Influencer) หัวหน้าหรือ supervisor ตัดสินใจแจง และสีแดง ที่เป็นระดับร้ายแรง แต่ละธุรกิจไม่เหมือนกัน อย่างอาหาร นั่นหมายถึงมีสิ่งแปลกปลอมตกใส่อาหาร ซึ่งมีศักยภาพในการที่จะทำให้เกิดวิกฤติ และแชร์ข้อมูลต่อได้บนโลกออนไลน์ได้มหาศาล จำเป็นต้องมี “ทางลัด” ให้องค์กรและผู้บริโภครายงานตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขให้เรื่องจบเร็วที่สุด ซึ่งการระบบที่ดี นำไปสู่การแก้ปัญหาให้จบด้วยตัวเองได้ด้วย
การพิฆาตปัญหาบนโซเชียลให้แบรนด์ เป็นเพียงบทบาทหนึ่งที่นักการตลาดต้องทำ ทว่า ยามเกิดวิกติจริง สิ่งที่มุ่งหวัง ไม่การแก้ต่างให้คนคิดร้ายคิดลบกลับมาคิดบวก แต่อย่างน้อยที่สุด คือการป้องกันคนที่มีความคิดธรรมดาสามัญ “ไม่ข้าม” ฝั่งไปอยู่ยืนใน “โซนลบ” ต่างหาก
----------------------------------------
“ตั้งสติ” ก่อนสตาร์ทโซเชียล
นำเรื่องราวที่เป็นกระแส ซึ่งพบเจอในชีวิตประจำวัน แบบฉบับพนักงานออฟฟิศ เมื่อนำมาบ่นระบายใส่ “อารมณ์” จิกกัด บนโซเชียล ซึ่งถูกจริตกับคนไทย เลยทำให้มนุษย์เงินเดือนผู้การันตีตัวเองโลวเทค กลายเป็นเจ้าของเพจดังในช่วงเวลาอันสั้น อย่าง “อีเจี๊ยบเลียบด่วน” บนแพลตฟอร์ม Facebook
เรื่องราวที่นำเสนอทุกวันนี้ ยังคงคอนเซ็ปต์คือประเด็นร้อนในสังคม มาตีแผ่ให้สังคมรับรู้ แม้เพจของเขาจะถูกระบุว่า เป็นหนึ่งในพื้นที่กระจาย “ดราม่า” เพราะคนตามจำนวนมาก แต่เจ้าตัว “ปฏิเสธ” ว่าไม่ใช่ตัวการกระพือเรื่องดังให้ยิ่งเด่น
“ผมไม่ได้สร้างดราม่า ผมระงับดราม่าด้วยซ้ำ” อีเจี๊ยบเลียบด่วนเสียงสูงยืนยัน
ต่อคำถามที่ว่า หากแบรนด์โดนลากเข้าสู่วงดราม่า จะแก้ต่างอย่างไร เพจดังแนะนำว่า ให้ย้อนมองตัวเองว่าทำผิดจริงไหมไม่ ผิดตรงไหน ผิดแล้วต้องขอโทษโดยเร็วที่สุด โดยไม่มีข้ออ้างหรือคำแก้ตัวใดๆ
“ขอโทษก่อน จะบรรเทาปัญหาได้”
ทว่า ประเด็นที่น่าห่วงในสังคมไทยไม่ใช่แค่ผลกระทบแบรนด์ แต่คือ “สติของผู้บริโภคในการเล่นโซเชียล” เพราะต้นตอของปัญหาดราม่าที่เกิดมาก เพราะทุกคนต่าง “อิน” กับเรื่องที่ตนมีความเชื่อมากเป็นพิเศษ โดยลืมมองความจริงหรือข้อมูลที่ถูกต้อง
มีทั้งเว็บไซต์และแฟนเพจ Facebook อย่าง Drama-addict คนติดกว่า 7.38 แสนราย เล่าวิวัฒนาการดราม่าจากอดีต ถกกันเรื่องไร้สาระ การ์ตูน ก่อนขยับสู่เรื่องใกล้ตัวของชีวิตผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ศาสนา ผลประโยชน์ฯ จากบุคคลต่อบุคคล ขยายเป็นองค์กร กลุ่มคน แบรนด์ และบางอย่างในชีวิตจริงอาจไม่กล้าพูด แต่มาบ่นผ่านโซเชียลอย่างเดียว
นี่คือมุมมองจาก “จ่าพิชิต ขจัดพาลชน” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ชื่อดัง Drama-addict.com
เขานิยามด้วยว่า ดราม่า คือ “ความขัดแย้ง” ของคนสองฝ่ายขึ้นไป การนำเสนอเรื่องบีบคั้นอารมณ์ในสังคม สำหรับเขา ไม่ใช่เพื่อนำไปสู่การทะเลาะ แต่ต้องการหาบทสรุป ทางออกไปสู่การแก้ไขปัญหา
“ที่ทำเว็บไซต์เพราะต้องการให้การทะเลาะกันได้ข้อยุติ รูปแบบการแก้ปัญหาเป็นรูปร่าง อาจไม่ต้องเห็นด้วย แต่ขอให้นำไปสู่วิธีการแก้ปัญหา”
เมื่อดราม่า ลูกค้าประจานแบรนด์บนโลกออนไลน์ ทำลายภาพลักษ์แบรนด์ในข้ามคืน การรับมือกับวิกฤติโซเชียลจึงต้องมี เพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหาย สำคัญสุดคือ “ต้องขอโทษ และให้คำมั่นสัญญา” กับผู้ที่สร้างดราม่าว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นอีก
นอกจากนี้ การไม่พาดพิงนอกประเด็น ก็สำคัญ เมื่อแบรนด์ถูกโจมตีประเด็นไหน ต้องรับมือแค่ประเด็นนั้น ตัดทอนประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องออก ไม่เช่นนั้นเหตุการณ์อาจบานปลาย ไม่จบไม่สิ้น ห้ามแต่ละฝ่ายพูดแทน เพราะกระกระจายประเด็นดราม่า แต่ยกให้ “คนเดียว” คุมแถลงการณ์ทั้งหมด
ไวกว่า 4จี! เอไอเอสเสิร์ฟ 'ซุปเปอร์ ไวไฟ' เอาใจคนเมือง หรือหากออกนอกพื้นที่ยังสามารถใช้ Pocket WiFi แชร์เน็ทได้
เอไอเอส ประกาศให้บริการใหม่ "AIS SUPER WiFi" ต่อยอดจากบริการไวไฟรูปแบบเดิม ชูจุดเด่นให้ความเร็วมากกว่า 4จี พร้อมให้บริการเฟสแรก 2,000 จุด… แต่ยังมีพื้นที่จำกัด แต่คุณสามารถปลดล็อคขอบเขตการใช้งานเหล่านั้นด้วย Pocket WiFi ที่จะช่วยให้คุณเล่นได้ทุกหนทุกแห่ง
นายปรัธนา ลีลพนัง รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า จากแผนการขยายเครือข่ายในปี 2558 ภายใต้การลงทุน 40,000 ล้านบาทของบริษัท เพื่อพัฒนาโครงข่ายพื้นฐานรองรับไลฟ์สไตล์ดิจิตอลของคนไทย เอไอเอสให้ความสำคัญต่อการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก ทั้งเครือข่าย 3จีคุณภาพ การขยายบริการฟิกซ์ บรอดแบนด์ด้วยเทคโนโลยีใหม่ และการพัฒนาเครือข่ายไวไฟให้ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุด ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่เรียกว่าเอไอเอส ซุปเปอร์ ไวไฟ เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานไวไฟที่ความเร็วสูงสุด 650Mbps เป็นครั้งแรกของไทยซึ่งถือเป็นความเร็วที่มากกว่าเทคโนโลยี 4จี รองรับการใช้อินเทอร์เน็ตในสถานที่ต่างๆ ทั้งในอาคารและพื้นที่ไลฟ์สไตล์ต่างๆ แต่หากคุณต้องการใช้เน็ทนอกอาคารคุณสามารถใช้ Pocket WiFi ในการเปลี่ยนสัญญาณ 3G ให้เป็นสัญญาณ WiFi แชร์ให้อุปกรณ์ของคุณได้
ความแตกต่างที่เพิ่มขึ้น...
จากปัจจุบันที่บริการเอไอเอส ไวไฟ ให้ความเร็วในการดาวน์โหลดที่ 100Mbps และอัพโหลดที่ความเร็ว 10Mbps แต่บริการเอไอเอส ซุปเปอร์ไวไฟนั้น สามารถให้บริการได้ที่ความเร็วดาวน์โหลดถึง 650Mbps และอัพโหลดที่ 100Mbps
"ลูกค้าเอไอเอสสามารถสัมผัสสุดยอดประสบการณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเหนือระดับได้แล้วตามพื้นที่ไลฟ์สไตล์สุดฮิป ทั้งศูนย์การค้าชื่อดัง โรงภาพยนตร์ชั้นนำ คอมมูนิตี้มอลล์ และร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขา รวมถึงร้านค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศ"
พร้อมบริการแล้ว 2,000 จุด
นายปรัธนา กล่าวอีกว่า เอไอเอส ซุปเปอร์ไวไฟ ได้เริ่มติดตั้งและเปิดให้บริการแล้วกว่า 2,000 จุด อาทิ ร้านแมคโดนัลด์ ทุกสาขาทั่วประเทศ , ตลาดนัดสวนจตุจักร , ห้างมาบุญครอง เซ็นเตอร์ , สยามพารากอน , ดิเอ็มควอเทียร์ , สยามสแควร์ วัน , เซ็นทรัล ลาดพร้าว , สีลม คอมเพล็กซ์ พลาซ่า , เมเจอร์ รังสิต , เมเจอร์ รัชโยธิน , มหาวิทยาลัยรังสิต , คิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ศรีวารี , คิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ รางน้ำ , โรบินสัน เมกา บางนา , ลาวิลล่า อารีย์ เป็นต้น โดยลูกค้าเอไอเอสสามารถใช้บริการซุปเปอร์ไวไฟได้ในสถานที่ที่มีสัญลักษณ์ "AIS SUPER WiFi"
ขยายพื้นที่ให้บริการไวไฟต่อเนื่อง!
จากปัจจุบัน ที่เอไอเอสมีจุดให้บริการไวไฟประมาณ 30,000 จุด และเป็นจุดให้บริการร่วมกับ 3BB อีกราว 70,000 จุด รวมเป็น 100,000 จุด บริษัทตั้งเป้าขยายพื้นที่ให้บริการเพิ่มเติม โดยคาดว่าในปีนี้เอไอเอสจะมีพื้นที่ให้บริการไวไฟถึง 50,000 จุด และ 3BB อีก 80,000 จุด รวมเป็น 130,000 จุด โดยแบ่งปันเอไอเอส ซุปเปอร์ไวไฟ ประมาณ 18,000 จุด
1 เม.ย. เริ่มใช้งานได้ทันที...
ลูกค้าปัจจุบันทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน กว่า 1.5 ล้านราย จะได้รับการอัพเกรดให้สามารถใช้งานเอไอเอส ซุปเปอร์ไวไฟ ได้อัตโนมัติตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2558 เป็นต้นไป (หลังได้รับ SMS ยืนยันการใช้งาน) และสำหรับลูกค้าใหม่ที่จะเปิดใช้แพ็กเกจหลักราคาตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป จะได้ใช้งานซุปเปอร์ไวไฟ ได้ไม่จำกัดเช่นกัน
นอกจากนี้ เอไอเอสยังมอบโปรโมชั่นพิเศษให้ลูกค้าเอไอเอสทั้งแบบรายเดือนและเติมเงิน (ทั้งที่มีและไม่มีแพ็กเกจไวไฟ) สามารถทดลองสัมผัสประสบการณ์ซุปเปอร์ไวไฟ ได้ฟรี เพียงกด *199*30# โทรออก ตั้งแต่วันที่ 1-30 เมษายน 2558 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.ais.co.th/superwifi
ยืนยัน...พร้อมสู้ศึก 4จี
"แม้วันนี้จะอยู่ในช่วงรอการประมูล 4จี แต่เอไอเอสก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เราพยายามสรรหานวัตกรรมเทคโนโลยีทางเครือข่ายรูปแบบใหม่ๆ เข้ามาเติมเต็มเครือข่ายที่มีอยู่ ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าทุกกลุ่มได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเมื่อมีการเปิดประมูลใบอนุญาต 4จี เอไอเอสยืนยันว่าเรามีศักยภาพ ความพร้อมและความตั้งใจในการเข้าร่วมประมูลอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสื่อสารให้แก่ประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป"
Canon เปิดตัวกล้องถ่ายภาพรุ่นล่าสุดประจำปี 2015
แคนนอนจัดทัพเดินหน้าส่งขบวนสินค้าใหม่บุกตลาดชูจุดเด่น เรื่องคุณภาพและความละเอียดสูง นำโดยรุ่นเรือธง EOS 5DsR และ EOS 5Ds กล้อง DSLR ฟูลเฟรมความละเอียดภาพ 50.6 ล้านพิกเซล ซึ่งสูงที่สุดในกล้องประเภท DSLR ในปัจจุบัน ตามด้วย Cinema EOS XC10 กล้องซีนีม่าความละเอียดสูงแบบ 4K EOS 760D และ EOS 750D กล้อง DSLR-Entry Level ฟังก์ชั่นสูงระดับมืออาชีพ EOS M3 กล้องดิจิตอลมิลเลอร์เลสในตระกูล EOS PowerShot SX และ IXUS กล้องดิจิตอลคอมแพ็คซูเปอร์ซูมพร้อม WiFi ในตัว สามารถถ่ายรูปแล้วแชร์ WiFi ให้สมาร์ทโฟน จากนั้นคุณก็สามารถใช้ Pocket WiFi แชร์เน็ทแรงๆ ให้สมาร์ทโฟนอัพเดทข้อมูล Social ของคุณได้ทันที พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยแก็ทเจ็ทสุดล้ำ Canon Connect Station CS100 ที่สามารถโชว์-แชร์-แบ็คอัพไฟล์ภาพและวีดีโอ 1TB ในเครื่องเดียว
แคนนอนรุกหนักตลาดกล้องชูคุณภาพอันดับ 1 พร้อมจัดกระบวนทัพสินค้าใหม่ “HighResolution” ทั้ง กล้องซีนีม่า, ดีเอสแอลอาร์,มิลเลอร์เลส และ คอมแพ็คซูเปอร์ซูม พ่วงด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ CS100 เสริมความแข็งแกร่งในตลาด จัดทัพเดินหน้าส่งขบวนสินค้าใหม่บุกตลาดชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพและความละเอียดสูง นำโดยรุ่นเรือธง EOS 5DsR และ EOS 5Ds กล้อง DSLR ฟูลเฟรมความละเอียดภาพ50.6 ล้านพิกเซล ซึ่งสูงที่สุดในกล้องประเภท DSLR ในปัจจุบัน ตามด้วย Cinema EOS XC10 กล้องซีนีม่าความละเอียดสูงแบบ4K EOS 760D และ EOS 750D กล้องDSLR-Entry Level ฟังก์ชั่นสูงระดับมืออาชีพEOS M3 กล้องดิจิตอลมิลเลอร์เลสในตระกูลEOS PowerShot SX และ IXUS กล้องดิจิตอลคอมแพ็คซูเปอร์ซูมพร้อม WiFi ในตัว อัพเดทโซเชี่ยลของคุณจะไม่พลาดหากมี Pocket WiFi พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยแก็ทเจ็ทสุดล้ำ CanonConnect Station CS100 ที่สามารถโชว์-แชร์-แบ็คอัพไฟล์ภาพและวีดีโอ 1TB ในเครื่องเดียว
ก้าวต่อไปของแคนนอนในฐานะผู้นำด้านกล้องดิจิตอลและการถ่ายภาพคือการให้ความรู้ สร้างค่านิยมให้คนรุ่นใหม่รักและสนุกกับการถ่ายภาพได้ไม่รู้จบ โดยแคนนอน มีโครงการที่จะจัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนแนวคิดในการสร้าง “CanonPhoto Culture” กว่า 200 โครงการภายในปี 2558 นี้ อาทิ การประกวดถ่ายภาพ การจัดเวิร์คชอป สัมมนา คอร์สอบรมถ่ายภาพเพื่อสร้างกิจกรรมที่หลากหลายให้กับลูกค้ามากขึ้น” นายวรินทร์ ตันติพงศ์พานิช ผู้อำนวยการอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมซึ่งในปีนี้แคนนอนได้แนะนำผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานของกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มตั้งแต่ลูกค้าทั่วไปจนถึงระดับมืออาชีพ และงานโปรดักชั่นขั้นสูง ได้แก่ กล้องEOS 5DsR และEOS 5Ds กล้องฟูลเฟรมระดับมืออาชีพความละเอียดสูงถึง 50.6 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์ CMOS แบบฟูลเฟรม 35 มม. และชิปประมวลผล Dual DIGIC 6 ระบบออโต้โฟกัส 61 จุดแบบ High-Density Reticular พร้อมระบบลดแรงสั่นสะเทือนจากกระจกสะท้อนภาพ ออกแบบใหม่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานสำหรับมืออาชีพที่เน้นความคมชัดทุกรายละเอียด ทั้งงานถ่ายวิวทิวทัศน์กลางแจ้งงานในสตูดิโอ และภาพโฆษณาที่ต้องใช้ไฟล์ภาพขนาดใหญ่
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
Rotten WiFi ยกย่อง 'สุวรรณภูมิ' ไวไฟเร็วที่สุดในโลก
ภาพ บรรยากาศภายในสนามบินสุวรรณภูมิ
ผลการสำรวจของ Rotten WiFi ในหัวข้อ 10 อันดับสนามบินที่มีอินเทอร์เน็ตไวไฟเร็วที่สุดในโลก สนามบินสุวรรณภูมิ ของประเทศไทย มีความเร็วเฉลี่ยเป็นอันดับ 1 ที่ 41.5 Mbps แซงหน้าสนามบิน แชททานูก้า เมโทรโพลิแทนส์ และ สนามบินดับลิน... แต่ถ้าคุณอยู่ในจุดอับสัญญาณสามารถใช้ Pocket WiFi ในการแชร์สัญญาณให้อุปกรณ์ของคุณได้นะ
ผลการสำรวจของ Rotten WiFi กลุ่มเฝ้าสำรวจบริการไวไฟสาธารณะ และบริการ 3G/4G (3G4G ในที่นี้สามารุใช้ Pocket WiFi ในการแชร์สัญญาณอินเตอร์เน็ท) ที่จัดอันดับคุณภาพบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะ รายงานผลการจัดอันดับล่าสุด ในหัวข้อ 10 อันดับสนามบินที่มีบริการไวไฟ (WiFi Airport) เร็วที่สุดในโลก จากกลุ่มตัวอย่างสนามบิน 130 แห่งทั่วโลก มีสนามบิน 5 แห่ง ในยุโรป 2 แห่งในอเมริกา และ 3 แห่งในเอเชีย ที่ติด 10 อันดับแรก
แชมป์ อันดับ 1 คือ สนามบินสุวรรณภูมิ (BKK) กรุงเทพฯ ของประเทศไทย มีความเร็วในการเชื่อมต่อไวไฟดีที่สุด ด้วยความเร็วเฉลี่ยในการดาวน์โหลดที่ 41.5 Mbps ตามมาด้วยอันดับที่ 2 คือ สนามบิน แชททานูก้า เมโทรโพลิแทนส์ (CHA) เมืองแฮมิลตัน เคาท์ตี้ รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา ด้วยความเร็วเฉลี่ย 30.98 Mbps ส่วนอันดับที่ 3 ตกเป็นของสนามบินดับลิน กรุงดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ ด้วยความเร็วเฉลี่ย 19.45 Mbps
เคทีซีร่วมจัดเที่ยวทั่วไทยลุ้นรางวัลกว่า3ล้าน!! เที่ยวกันเป็นกลุ่มแบบนี้อย่าลืม Pocket WiFi ด้วยล่ะ
นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการ-การตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ เคทีซี เปิดเผยว่า ในปีนี้เคทีซีได้ร่วมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยว “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกได้จัดขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ไปเที่ยวเป็นกลุ่มแบบนี้อย่าลืม Pocket WiFi ด้วยล่ะจะได้แชร์เน็ทแรงๆ เล่นกันได้ไม่มีสะดุด และเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกและมอบสิทธิพิเศษอย่างเต็มที่ให้แก่สมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีที่รักการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงหน้าหนาวที่จะถึงนี้ เคทีซีจึงได้ร่วมจัดงาน “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 17” ภายใต้ธีม Hi.. Winter! ซึ่งสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซีจะได้รับสิทธิพิเศษด้านการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศอย่างคุ้มค่าที่สุด ภายในงานมีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวชั้นนำมากมายมาร่วมกันออกบูธ อาทิ องค์กรส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว สายการบิน บริษัทนำเที่ยว โรงแรม รีสอร์ททั้งในและต่างประเทศ รถไฟ รถเช่า พ็อกเกตไวไฟ อุปกรณ์ท่องเที่ยว และสินค้าโอท็อปต่างๆ
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ เราได้เตรียมส่วนลดและสิทธิพิเศษให้แก่สมาชิกมากมาย โดยมีของสมนาคุณพิเศษรวมกว่า 3 ล้านบาท อาทิ ขับฟรี: เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีภายในงานครบทุกๆ 1,000 บาท รับทันที 2 สิทธิ์ในการร่วมลุ้นรถยนต์ซูซูกิสวิฟท์ รุ่น 1.2 AT จำนวน 1 รางวัล มูลค่า 500,000 บาท เที่ยวฟรีประเทศญี่ปุ่น: สมาชิกบัตรเคทีซีที่มียอดใช้จ่ายผ่านบัตรสูงสุด 2 ท่านแรกตามลำดับภายในงาน (มียอดสะสม 100,000 บาทขึ้นไป) รับแพ็คเกจท่องเที่ยวคิโรโร รีสอร์ท ประเทศญี่ปุ่น สำหรับ 2 ท่าน โดยแพ็คเกจประกอบด้วยห้องพัก 2 คืน พร้อมบัตรโดยสารประเภทรางวัล ชั้นประหยัดจากการบินไทย รวม 2 รางวัล มูลค่ากว่า 700,000 บาท รับฟรี ไม่อั้น ทุกวันภายในงาน: เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซีภายในงาน สามารถนำเซลส์สลิปมารับของรางวัลได้ทันที เช่น ใช้จ่ายตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัลเซ็นทรัลมูลค่า 200 บาท (แลกรับสูงสุด 600 บาท) ใช้จ่าย 50,000 บาทขึ้นไป รับกระเป๋าเดินทาง Overnight มูลค่า 2,490 บาท ใช้จ่าย 150,000 บาท ขึ้นไป รับกระเป๋าเดินทางล้อลาก 27 นิ้ว มูลค่า 5,490 บาท สมัครบัตร รับเลยไม่ต้องลุ้น ยื่นเอกสารครบ ทราบผลทันที รอรับบัตรในวันถัดไป: เพียงสมัครบัตรเครดิตเคทีซี-รอยัล ออร์คิด พลัส หรือ บัตรเครดิตเคทีซี-บางกอก แอร์เวย์ส ภายในงาน รับบัตรกำนัลสตาร์บัคส์มูลค่า 200 บาท เพียงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรอย่างน้อย 4 ครั้ง ภายใน 30 วัน นับจากวันที่บัตรได้รับการอนุมัติ พิเศษ!! สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี-รอยัล ออร์คิด พลัส หรือ บัตรเครดิตเคทีซี-บางกอก แอร์เวย์ส ที่ชวนเพื่อนมาสมัครบัตรภายในงาน และมียอดใช้จ่ายอย่างน้อย 2 ครั้งขึ้นไป ภายใน 30 วัน นับจากวันที่บัตรได้รับการอนุมัติ รับบัตรกำนัลสตาร์บัคส์มูลค่า 200 บาท
นอกจากนี้ เคทีซีได้จัดโชว์เคสพิเศษ KTC mini CHIC Zone เที่ยววิถีไทยแบบมินิชิค เอาใจคนรักโรงแรมสไตล์บูติก ชมแกลอรี่ 25 สุดยอดโรงแรมบูติกไทย เจ้าของรางวัล Thailand Boutique Awards Season 3 (2014-2015) แพ็คเกจท่องเที่ยวในประเทศตามรอยพ็อคเก็ตบุ๊ค mini CHIC Guide 2 วัน 1 คืน ในราคาเริ่มต้นเพียง 999 บาท สนุกกับกิจกรรม KTC mini CHIC Shoot and Share ลุ้นรางวัลแพ็คเกจเที่ยววิถีไทยสุดชิคพร้อมตั๋วเครื่องบินโดยเซเรนนาต้า โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กรุ๊ป และของสมนาคุณมูลค่ากว่า 300,000 บาท เพียงถ่ายรูปและแชร์โลโก้ mini CHIC พร้อมติดแฮชแท็ก #ktcworld หรือ #ThailandBoutiqueawards พร้อมใช้จ่ายผ่านบัตร ณ บูธพันธมิตรที่ร่วมรายการภายในงาน ตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป และพบกับบริการท่องเที่ยวสุดคุ้มที่บูธเคทีซี เวิลด์ อาทิ 1) Hot Deal บินชั้นธุรกิจกับสายการบินไทยสู่ 12 เมืองโรแมนติก ในราคาเริ่มต้นเพียง 32,999 บาท (ไม่รวมภาษีเชื้อเพลิงและภาษีสนามบิน) 2) ฟรี Pocket WiFi มูลค่า 380 บาท เพียงซื้อ JR Pass ประเภท 7 วัน 3) บริการแบ่งชำระ FLEXI 0% นานสูงสุด 6 เดือน กับ TG Super Pro ทัวร์บินหรู พักสบายในโซนยุโรป และประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ที่บูธ U-Shop พบกับสินค้าและอุปกรณ์ท่องเที่ยวราคาพิเศษ ลดสูงสุด 15% และแบ่งชำระสบายนานสูงสุด 6 เดือน
“สำหรับการร่วมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยว “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก ครั้งที่ 17 Hi…Winter” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 – 16 สิงหาคม 2558 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ในครั้งนี้ ทางเคทีซีหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิก โดยหวังว่างานมหกรรมท่องเที่ยวที่จะจัดขึ้นในครั้งนี้จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพได้พบกับสมาชิกที่รักการท่องเที่ยวเดินทางได้โดยตรง ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจท่องเที่ยวของไทยต่อไป” นางสาวเจนจิตกล่าว
ซัมซุงส่งกาแล็กซี่ เจ 7 และ เจ 5 สมาร์ทโฟนดีไซน์สวยจอใหญ่ชัดระดับเอชดี เชื่อมต่อเน็ทแรงๆ ได้ด้วย Pocket WiFi
ซัมซุง กาแล็กซี่ เจ 7 และเจ 5 (Galaxy J7 and Galaxy J5) สมาร์ทโฟน 2 รุ่นล่าสุดที่มาพร้อมดีไซน์สวยเก๋ โดดเด่นล้ำหน้าเกินใคร ใช้คู่กับ Pocket WiFi จะเล่นเน็ทได้แรงรื่นไม่มีสะดุด มาพร้อมโหมดสมาร์ทเซลฟี่ เพียงแค่ยกมือก็สามารถตั้งเวลาถ่ายโดยสามารถวางกาแล็กซี่ เจ 7 หรือ เจ 5 ห่างจากตัวเพื่อให้เก็บภาพตัวเอง เพื่อน และวิวรอบๆ ได้ครบตามต้องการ และยังไม่ติดแขนเหมือนภาพเซลฟี่แบบเดิมๆ อีกด้วย เหนือชั้นด้วยหน้าจอใหญ่ชัดเต็มตาระดับเอชดี พร้อมระบบปฏิบัติการล่าสุดในราคาสบายกระเป๋ากาแล็กซี่ เจ 7 และ เจ 5 มาพร้อมกับหน้าจอสวย คม ชัด ระดับ HD Super AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว และ 5 นิ้ว ตามลำดับ ให้การแสดงผลภาพได้สีสดสวยคมชัดมากกว่าที่เคยสัมผัส และทั้ง 2 รุ่นมากับกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อม LED Flash เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ให้สาวกเซลฟี่ได้เพลิดเพลินต่อการถ่ายเซลฟี่ในที่แสงน้อยได้อย่างคมชัด และง่ายดาย ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ Lollipop ใหม่ล่าสุด พร้อมฟังก์ชันการใช้งานใหม่ๆ อีกทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานให้ดียิ่งขึ้นด้วยหน่วยประมวลผล Quad Core ที่มี CPU ถึง 8 ตัว และ 4 ตัว ตามลำดับ อีกทั้งยังรองรับ 4G LTE และรองรับการใช้งานระบบ 2 ซิม โดยกาแล็กซี่ เจ 7 มีให้เลือก 3 สี คือ สีทอง ขาว และดำ ในราคา 8,900 บาท และกาแล็กซี่ เจ 5 มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาว และดำ ในราคา 7,900 บาท ส่วน Pocket WiFi สามารถสั่งซื้อได้ตามเว็บไซด์ด้านบนเลยจ้า
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)






























